MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การสัมมนาวิชาการ "เศรษฐศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด"

สัมมนาเดือนมกราคม 2553
การสัมมนาวิชาการ "เศรษฐศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด"
วันที่ : วันที่ 18 มกราคม 2553
เวลา : 13.30 - 16.00 น.
โดย : รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ นักวิชาการอิสระ
ดำเนินรายการโดย : อ.ดร.ประชา คุณธรรมดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สถานที่ : ณ...........(ศูนย์รังสิต)
การสัมมนาวิชาการ "การประยุกต์การประมาณค่าแบบหดตัวบนแบบจำลอง" (Vector Autoregression)
วันที่ : วันที่ 11 มกราคม 2553
เวลา : 13.30 – 16.30 น.
โดย : โดย อ.ภาวิน ศิริประภานุกูล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ดำเนินรายการ : ผศ.ดร.สิทธิศักดิ์ ลีลหานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สถานที่ : ณ ห้องประชุม ชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เรื่องย่อ : เรามองความสามารถในการพยากรณ์ของแบบจำลองในลักษณะ Bayesian VAR ที่เหนือกว่าแบบจำลอง VAR ปกติ ว่าเป็นผลมาจากการลดลงของ Variance ในค่าการพยากรณ์ ซึ่งทำให้เราทดลองนำเอาวิธีการประมาณค่ารูปแบบอื่นๆซึ่งส่งผลให้ค่า Variance ในค่าพยากรณ์ลดลงเช่นเดียวกันมาประยุกต์ใช้กับแบบจำลอง VAR หลังจากนั้นเราได้เปรียบเทียบความสามารถในการพยากรณ์ของวิธีการประมาณค่า เหล่านี้กับแบบจำลอง Bayesian, VAR เราพบว่าผลลัพธ์การศึกษาของเราสนับสนุนข้อสมมุติฐานข้างต้น
  • ผู้สนใจสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณ เบญญาภา วิศาลเจริญยิ่ง
    โทรศัพท์ 02-613-2404 หรือ benyapha@econ.tu.ac.th

     


  • --
    twitter
    mondayblog /senateblog
    tuesdayblog/designblog
    wednesdayblog/senateblog
    thursdayblog/blog1951/sunnews9
    fridayblog/9fridayblog
    saturdayblog /kratongblog
    sundayblog /chun1951
    http://www.sahavicha.com
    http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

    วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

    ว่าด้วยเอกสารลับ! ลับมาก! และลับที่สุด!!

    วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:30:22 น.  มติชนออนไลน์

    ว่าด้วยเอกสารลับ! ลับมาก! และลับที่สุด!!

    โดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ 


     เรื่องเอกสาร"ลับมาก"ของกระทรวง การต่างประเทศที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)นำมาเผยแพร่โดยอ้างว่า เป็นการวางแผนฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ยังคงเป็นประเด็นข่าวอย่างต่อเนื่อง


    แต่ผู้คนสับสนกันมากคือ  เอกสารลับของราชการ ตามคำนิยามของกฎหมายคือ อะไร  มีวิธีการอย่างไรในการกำหนดชั้นความลับ และผู้ที่นำเอกสารลับไปเปิดเผยมีโทษทางอาญาหรือไม่


    เมื่อพลิกดูระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการพ.ศ.2544 (ใช้บังคับแทนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2517 ในส่วนเฉพาะข้อมูลข่าวสาร- ต่อมามีการตราระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2552 ใช้บังคับแทนทั้งหมด) พบนิยามศัพท์ที่น่าสนใจดังนี้


    "ข้อมูลข่าวสารลับ" หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 14 (เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์) หรือมาตรา 15 (มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายฯลฯ)ที่มีคำสั่งไม่ให้เปิดเผยและอยู่ในความครอบครองหรือ ควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ ฯซึ่งมีการกำหนดให้มีชั้นความลับเป็น ชั้นลับ ชั้นลับมาก หรือชั้นลับที่สุด


    "ประโยชน์แห่งรัฐ" หมายความว่า การดำเนินงานของรัฐที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ของเอกชนประกอบ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐที่เกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศหรือ ระหว่างประเทศ การป้องกันประเทศ เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพลังงาน และสิ่งแวดล้อม
    ส่วนประเภทชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ


     1.ลับที่สุด (TOP SECRET) หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจะก่อให้เกิดความ เสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรงที่สุด


    2.ลับมาก (SECRET)หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรง


    3.ลับ (CONFIDENTIAL)หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐ


    สำหรับวิธีการกำหนดชั้นความลับว่า ข้อมูลข่าวสารใดอยู่ในชั้นใดนั้น


    1.ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดชั้นความลับ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบการกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับนั้นด้วย ว่า เป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด


    2.การกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับที่มีชั้นความลับหลายชั้น ในเรื่องเดียวกันให้กำหนดชั้นความลับเท่ากับชั้นความลับสูงสุดที่มีอยู่ใน ข้อมูลข่าวสารลับนั้น


    3.ในกรณีที่กำหนดให้ข้อมูลข่าวสารลับที่มีชั้นความลับต่ำ แต่จำเป็นต้องอ้างอิงข้อความจากข้อมูลข่าวสารที่มีชั้นความลับสูงกว่า ต้องพิจารณาถึงเนื้อหาที่อ้างถึงนั้นว่าจะไม่ทำให้ข้อมูลข่าวสารที่ชั้นความ ลับสูงกว่ารั่วไหล


    4.ให้นายทะเบียนจดแจ้งเหตุผลประกอบการกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าว สารลับไว้ในทะเบียนควบคุมข้อมูลข่าวสารลับ แต่ถ้าเหตุผลนั้นมีรายละเอียดมากหรือเหตุผลนั้นบางส่วนมีชั้นความลับสูงกว่า ชั้นความลับของทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับให้บันทึกเหตุผลย่อไว้ในทะเบียนควบ คุมข้อมูลข่าวสารลับฯ

    อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้อยู่ในชั้นความลับใด ให้พิจารณาถึงองค์ประกอบต่อไปนี้ เช่น


    1. ความสำคัญของเนื้อหา 2.แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสาร 3.วิธีการนำไปใช้ประโยชน์ 4.จำนวนบุคคลที่ควรรับทราบ 5.ผลกระทบหากมีการเปิดเผย 6.หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในฐานะเจ้าของเรื่องหรือผู้อนุมัติ


    เมื่อดูจากระเบียบดังกล่าวแล้ว การกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสาร แม้เป็นดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆด้วย เช่น การเปิดเผยจะเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของรัฐในระดับใด เช่น ความมั่นคง การป้องกันประเทศ เศณษฐกิจ หรืออื่นๆ ไม่ใช่ตีตราลับกันตามอำเภอใจหรือตามความเคยชินเพียงอย่างเดียว


    สำหรับบทลงโทษในการนำเอาเอกสารลับไปเปิดเผยนั้น  ถ้าเป็นข้าราชการต้องถูกลงโทษทางวินัยอยู่แล้ว แต่ในทางอาญาไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ แต่อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ดังนี้


     มาตรา 123  ผู้ ใด กระทำการใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใดๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี


    มาตรา 124 ผู้ใด กระทำการใดๆ เพื่อให้ผู้อื่นล่วงรู้หรือได้ไปซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใดๆอันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี


    ถ้าความผิดนั้นได้กระทำในระหว่างประเทศอยู่ในการรบหรือการสงคราม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 15 ปี

     

    ถ้าความผิดดังกล่าวมาในสองวรรคก่อน ได้กระทำเพื่อให้รัฐต่างประเทศได้ประโยชน์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต


    จากบทบัญญัติดังกล่าวต้องพิจารณาว่า  เอกสาร"ลับมาก"นั้น เป็นการเอกสารที่มีเนื้อหาที่เปิดเผยไปแล้วมีผลกระทบต่อ"ความปลอดภัยของ ประเทศ"หรือไม่ด้วย จึงจะเข้าองค์ประกอบของความผิด


    ลำพังเฉพาะการเป็นเอกสาร"ลับมาก" แต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ดังกล่าว


    นอกจากนั้น ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540  ข้อมูลข่าวสารแม้ตีตรา"ลับมาก"หรือ"ลับที่สุด" แม้ยังมิได้ยกเลิกชั้นความลับ แต่ถ้าถูกนำมาเผยแพร่แล้ว เท่ากับชั้นความลับถูกยกเลิกโดยปริยาย


    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261905603&grpid=&catid=02

    --
    http://www.pridiinstitute.com
    http://twitter.com/sweetblog
    http://twitter.com/oknewsblog
    http://twitter.com/okblogger
    http://twitter.com/sat191
    http://www.pacc.go.th/
    http://twitter.com/okblogchan
    http://twitter.com/sun1951
    http://twitter.com/smeblogger
    http://twitter.com/seminarblog
    http://twitter.com/sunnewsblog
    http://twitter.com/okworldblog
    http://twitter.com/ktblogger

    เจาะเบื้องลึกเลือกเลขาฯ กบข.คนใหม่ "โสภาวดี" มาตามโผเบียดคู่แข่ง 6 คน

    วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4170 ประชาชาติธุรกิจ
    เจาะเบื้องลึกเลือกเลขาฯ กบข.คนใหม่ "โสภาวดี" มาตามโผเบียดคู่แข่ง 6 คน
    ภายหลังจากที่ "วิสิฐ ตันติสุนทร" ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง "เลขาธิการ" กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นเวลาเกือบ 6 เดือนนั้น ในที่สุดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ กบข. เรียกประชุมบอร์ด กบข.นัดพิเศษเพื่อพิจารณาคัดเลือกเลขาธิการ กบข.คนใหม่ตามที่ว่าจ้างให้บริษัท พีเอ บาลานซ์ สรรหามาให้เลือก 7 คน โดยใช้เวลาประชุมนานเกือบ 2 ชั่วโมง ก็โหวตเลือก "โสภาวดี เลิศมนัสชัย" รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้นั่งเก้าอี้ "เลขาธิการ กบข." ด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามข่าวสะพัดที่ออกมาหลายระลอกในช่วงก่อนหน้านี้หากย้อนไปเมื่อประชุมบอร์ด กบข. ครั้งก่อนหน้านี้ (14 ธ.ค.) ซึ่งมี "เบญจวรรณ สร่างนิทร" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นประธานคณะอนุกรรมการสรรหาเลขาธิการ กบข. แจ้งในที่ประชุมนี้ว่า ได้รับรายชื่อผู้สมัครเพิ่มเติมชุดที่ 2 จากพีเอ บาลานซ์แล้ว แต่ ยังไม่ได้ให้ผู้สมัครมาสัมภาษณ์เพื่อแสดงวิสัยทัศน์การบริหาร กบข. จึงเสนอรายชื่อผู้สมัครให้ที่ประชุมบอร์ดพิจารณาไม่ได้ปรากฏว่าในวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา "เบญจวรรณ" ได้เรียกผู้สมัครชุดที่ 2 จำนวน 4 คน มาสัมภาษณ์ที่สำนักงาน ก.พ. ได้แก่ น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ, ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้ช่วยเลขาธิการ กบข., นายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร.ชัยพัฒน์ สหัสกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า และทันทีที่ได้รับแจ้งว่า ประธานคณะกรรมการสรรหาฯพิจารณาคุณสมบัติ ผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะเสนอรายชื่อผู้สมัครให้บอร์ด กบข.พิจารณา ปลัดคลัง "สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์" ในฐานะประธานบอร์ด กบข. ได้ออกหนังสือเรียกประชุมบอร์ด กบข.นัดพิเศษในวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาคัดเลือกเลขาธิการ กบข.โดยไม่ส่งรายชื่อหรือรายละเอียดข้อมูลประวัติการทำงานของผู้สมัครให้พิจารณาก่อนเมื่อถึงวันประชุมบอร์ด กบข. "สถิตย์" จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่แจกกระดาษรายชื่อผู้สมัครทั้ง 7 คน ให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก โดยไม่ได้แนบประวัติการทำงาน หรือการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร ทำเอาผู้เข้าประชุมบอร์ดเกิดอาการมึนงง ว่าจะให้เลือกจากอะไร เพราะผู้สมัครทั้งหมดไม่เคยมาแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมบอร์ด แม้จะมีการแสดงวิสัยทัศน์ต่อเลขาธิการ ก.พ.แต่ก็ไม่มีการแนบข้อมูลมาให้พิจารณา จึงมีบอร์ดบางท่านลุกขึ้นซักถาม "ประธานบอร์ด" และขอให้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ให้ทราบก่อนจะลงคะแนนโหวตเลือก เมื่อ "สถิตย์" ตอบข้อซักถามต่าง ๆ แล้ว จึงให้เวลาผู้เข้าร่วมประชุมทำเครื่องหมายเลือกผู้สมัครเพียง 1 ท่าน จากรายชื่อ 7 ท่าน และให้เจ้าหน้าที่ กบข.เก็บกระดาษที่แจกในที่ประชุมส่งมาที่ "ประธาน" เป็นผู้เปิดดูคะแนนโหวตพร้อมกับประกาศว่า "โสภาวดี" ได้รับโหวตเกินกว่าครึ่งของบอร์ดในวันนั้น แต่ก็ยังต้องมีการทำสัญญาว่าจ้างและเจรจาเงินเดือนกันต่อไป ซึ่งน่าจะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดอีกครั้งในต้นเดือน ม.ค.ที่จะถึงนี้ ก่อนจะประกาศเป็นทางการสำหรับ "โสภาวดี" แล้ว ในปีนี้ดูจะมีกระแสคลื่นใหญ่ ๆ ที่เข้ามาถึงตัว ทั้งเรื่องเป็นประธานตรวจสอบการทุจริตของผู้บริหาร ในธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และเรื่องที่สำคัญที่ผู้จัดการ ตลท. ไม่ต่ออายุการทำงานให้กับลูกหม้อระดับรองผู้จัดการซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี "โสภาวดี" รวมอยู่ด้วย จนกระทั่งบอร์ด ตลท.ต้องเข้ามา ยุติปัญหาด้วยการต่ออายุให้ทำงานโดยว่าจ้างเป็นสัญญา ซึ่งคาดว่า "โสภาวดี"จะหมดสัญญาว่าจ้างสิ้นปีนี้ ดังนั้น "เลขาธิการ กบข.คนใหม่" ก็คงเริ่มทำงานอย่างเร็วสุดกลางเดือน ม.ค.ปีเสือ ความท้าทายพิสูจน์ฝีมือทั้งการบริหารคนในองค์กรและการรับมือกับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.รออยู่ข้างหน้าแล้ว
    หน้า 12
    http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02fin02281252&sectionid=0206&day=2009-12-28

    ชูธีม"คิดต่างอย่างสมดุล"สถาปนิก"53ขนแบบรัฐสภาใหม่โชว์

    วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4170 ประชาชาติธุรกิจ ชูธีม"คิดต่างอย่างสมดุล"สถาปนิก"53ขนแบบรัฐสภาใหม่โชว์
    สมาคมสถาปนิกสยามฯ ดีเดย์จัดงานใหญ่ "สถาปนิก"53" 30 เม.ย.-5 พ.ค.ปีหน้า ชูธีม "คิดต่างอย่างสมดุล" เตรียมนำแบบประกวดรัฐสภาใหม่ทั้งหมดโชว์ฉวยจังหวะเวลาเดียวกับที่ได้รับจัดงานประชุมสหพันธ์สถาปนิกโลกใช้เป็นเวทีโชว์ศักยภาพงานสถาปัตยกรรมไทยนายทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า สมาคมได้กำหนดจัดงานแสดงเทคโนโลยีด้านสถาปัตยกรรม "งานสถาปนิก"53" ขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน-5 พฤษภาคม 2553 ภายในอาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ภายใต้ธีมงาน "คิดต่างอย่างสมดุล" (Think Equilibrium) สื่อความหมายถึงการผสมผสานสิ่งต่าง ๆ ในงานสถาปัตยกรรมอย่างสมดุล โดยครั้งนี้จะถือเป็นการยกระดับงานสถาปนิกขึ้นไปอีกขั้น เนื่องจากจะตรงกับช่วงเวลาที่ สมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้รับเกียรติให้เป็น เจ้าภาพจัดการประชุม "UIA Forum" (Union International Architect Forum) หรือการประชุมสหพันธ์สถาปนิกโลกเป็นครั้งแรก ซึ่งจะมีนายกฯและกรรมการสมาคมสถาปนิกจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมประชุมการจัดประชุม UIA Forum จะเริ่มต้นในวันที่ 28-30 เมษายน 2553 สมาคมจึงคาดหวังจะใช้งานนี้เป็นเวทีโชว์ศักยภาพสถาปนิกไทย สิ่งที่เตรียมไว้คือจะจัดโปรแกรมนำผู้เข้าร่วมประชุมไปชมอาคารต่าง ๆ ที่ได้รับรางวัล อาทิ รีสอร์ตในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ รวมถึงจะมีการหารือร่วมกับผู้แทนสมาคมสถาปนิกจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อนำหลักเกณฑ์ออกแบบอาคารเขียว (อาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม)ซึ่งปัจจุบันสมาคมสถาปนิกสยามฯและวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์อยู่ระหว่างการหลักเกณฑ์มีความคืบหน้าแล้วประมาณ 80% นำมาหารือร่วมกันเพื่อยกระดับหลักเกณฑ์ออกแบบอาคารเขียวให้เป็นที่ยอมรับของทั้ง 3 ประเทศ "เราต้องใช้การจัดประชุมและงานสถาปนิก"53 เป็นเวทีแสดงศักยภาพสถาปนิกไทย เพราะในปี 2558 จะเป็น ปีแรกที่มีการเปิดเขตการค้าเสรีวิชาชีพสถาปัตยกรรม ดังนั้นเราต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองในการออกไปรับงานออกแบบใน ต่างประเทศ โดยการสื่อสารให้เห็นถึงฝีมือและศักยภาพของสถาปนิกไทย" นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯกล่าวต่อว่า การจัดงานสถาปนิก"53 สมาคมได้รับอนุมัติจากรัฐสภาให้นำแบบอาคารรัฐสภาใหม่ทั้งหมดที่ส่งเข้าประกวดตั้งแต่รอบแรกมาจัดแสดงภายในงาน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมีโอกาสได้ชมแบบอาคารต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันได้เรียนเชิญสถาปนิกชั้นนำระดับโลกมาร่วมเป็นวิทยากรในงานเสวนาที่เตรียมจัดขึ้น เบื้องต้นได้รับการตอบรับแล้ว 8 ราย ส่วนของพื้นที่จัดงานในปีนี้ ล่าสุดมีผู้แสดงสินค้าสนใจจองพื้นที่แล้วประมาณ 80% ของทั้งหมด โดยผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและตกแต่งส่วนใหญ่ยังคงแสดงความสนใจเข้าร่วมงาน เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยสมาคมกำหนดค่าใช้จ่ายการจองพื้นที่เท่ากับปีก่อน คือเฉลี่ยตารางเมตรละ 8,000 บาท
    หน้า 6
    http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02rea02281252&sectionid=0217&day=2009-12-28

    อานิสงส์สัมปทาน "โทลล์เวย์" โกยรายได้ "ล้างขาดทุน 5.6 พันล.-กินยาว 25 ปี"

    วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4170  ประชาชาติธุรกิจ


    อานิสงส์สัมปทาน "โทลล์เวย์" โกยรายได้ "ล้างขาดทุน 5.6 พันล.-กินยาว 25 ปี"




    เป็นข่าวร้ายส่งท้ายปีบีบหัวใจคนใช้รถยนต์มากที่สุด เมื่อบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ของตระกูล "พานิชชีวะ" ผู้รับสัมปทานโทลล์เวย์จากกรมทางหลวง (ทล.) ขึ้นค่าผ่านทางรวดเดียว 30 บาท หรือ 55% จาก 55 บาท เป็น 85 บาท (รถ 4 ล้อ) เมื่อ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามบันทึกข้อตกลงครั้งที่ 3 วันที่ 12 กันยายน 2550

    แก้สัญญา 3 ครั้ง

    ที่ผ่านมาสัญญาสัมปทานโทลล์เวย์ ถูกแก้ไข 3 ครั้ง แต่ละครั้งกรมทางหลวงเจรจาตาม พ.ร.บ.ทางหลวงสัมปทาน ไม่ได้ทำตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ซึ่งไม่ผิดเพราะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ว่าสามารถทำได้

    ครั้งแรกวันที่ 21 เมษายน 2538 เปลี่ยนชื่อจาก "บจ.ทางยกระดับดอนเมือง" เป็น "บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง"

    ครั้งที่ 2 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 สมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เนื่องจากบริษัทลงทุนสร้างเพิ่มต่อขยาย เส้นทางถึงอนุสรณ์สถาน และรัฐบาลแก้ปัญหาการเงินของบริษัทที่ได้รับความเสียหายจากรัฐไม่ทำตามสัญญา เช่น ไม่ได้ปรับค่าผ่านทางยุครัฐบาล "ชวน หลีกภัย" จากที่ต้องเก็บ 40 บาท แต่ให้เก็บ 30 บาท

    โดยรัฐจัดหาเงินกู้ผ่อนปรนให้ 8,500 ล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท 3,000 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังถือหุ้น 40% จนบริษัทเพิ่มทุนได้ 4,500 ล้านบาท สร้างทางเชื่อมต่อกับทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ดินแดง แล้วขยายอายุสัมปทานอีก 7 ปี จากปี 2557 สิ้นสุดปี 2564 พร้อมปรับค่าผ่านทางใหม่

    ครั้งที่ 3 วันที่ 12 กันยายน 2550 ที่นำไปสู่ปัญหาในขณะนี้ เกิดช่วงรอยต่อ รัฐบาล "ไทยรักไทย" กับรัฐบาล "คมช." ที่พลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ นั่งเป็น รมว.คมนาคม โดยเปิดโต๊ะเจรจากับโทลล์เวย์ช่วงปี 2548-2550 หลังบริษัท ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1 หมื่นล้านบาทจากผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น



    ว่ากันว่าเบื้องหลังที่ผลการเจรจาต่อรองออกมาเข้าทางโทลล์เวย์ เป็นเพราะ "สมบัติ พานิชชีวะ" มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ "ชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์" อธิบดีกรมทางหลวงและปลัดกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น เป็นคนบ้านเดียวกันที่ตลาดบางลี่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

    ทั้งขยายสัมปทานอีก 13 ปี จากปี 2564-2577 ปรับค่าผ่านทางใหม่แลกกับบริษัทยกเลิกข้อพิพาทและเรียกร้องทั้งหมด เช่น โลคอลโรด การไม่อนุมัติปรับขึ้นค่าผ่านทางในอดีต ก่อสร้างสะพานลอยแยกลาดพร้าวบนถนนวิภาวดี และแยกสุทธิสาร ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ย้ายสนามบินดอนเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ ฯลฯ

    นอกจากนี้ กรมทางหลวงตกลงจะไม่เก็บเงินค่าผ่านทางช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต ตลอดอายุสัมปทาน และยกเลิกงานก่อสร้างทางเชื่อมที่แยกบางเขน แยกหลักสี่ และทางยกระดับเชื่อมทิศใต้ของสนามบินดอนเมือง ที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม

    "หลังแก้สัญญาครั้งที่ 2 ปลายปี 2539 ปลายปี 2541 บริษัทเริ่มเก็บค่าผ่านทางตลอดสาย 43 บาท จริง ๆ ช่วงปี 2542-2547 จะต้องเก็บ 55 บาท แต่กรมไม่ให้ปรับ มาช่วงปี 2547-2552 จะต้องเก็บ 70 บาท แต่ปรับไม่ได้ตามสัญญาสัมปทานเดิมที่แก้ครั้งที่ 2 ทำให้บริษัทขาดทุนสะสม 5,600 ล้านบาท" "สมบัติ พานิชชีวะ" ประธานบริหาร บมจ.ทางยกระดับดอนเมืองกล่าวและว่า

    บริษัทได้รับผลกระทบมากช่วงปี 2548-2550 จึงได้เจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาและได้ข้อตกลงร่วมกับกรมทางหลวงเป็นครั้งที่ 3 ปี 2550 บริษัทยอมเก็บค่าผ่านทางที่ลดลงจากสัญญาสัมปทานเดิม เป็นเวลา 5 ปี นับจาก 22 ธันวาคม 2547 ถึง 21 ธันวาคม 2552 โดยลดเหลือ 20 บาทตลอดสาย ในช่วงปลายปี 2547 เป็นเวลา 1 ปีเศษ และลดเหลือ 30 บาท อีกเกือบ 2 ปี จากนั้นเก็บ 55 บาทตลอดสาย จนถึง 21 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ทั้งที่ตามสัญญาเดิมจะต้องเก็บ 85 บาท



    การปรับเปลี่ยนสัญญาไปมาหลายครั้ง ทำให้ "บริษัทวอเตอร์บาวน์" ผู้รับเหมาจากเยอรมนี หนึ่งในผู้ถือหุ้น ถึงกับมึน จนเป็นที่มาของการฟ้องเรียกค่าชดเชย 6 พันล้านบาท โดยฟ้องในฐานะผู้ลงทุน และใช้สิทธิตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พ.ศ. 2545 ที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าชดเชย 29 ล้านยูโร หรือ 1,600 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างอุทธรณ์ที่ศาลปกครองกลาง

    รัฐแก้เกี้ยวช่องยกเลิกสัญญา

    จนทำให้นายกฯ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นำมาโยงเป็นเรื่องเดียวกันกับการขึ้นค่าผ่านทางของโทลล์เวย์ว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกันหรือไม่ หวังลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์

    "หากพบว่าเกี่ยวข้องกัน จะถือว่าบริษัทละเมิดสัญญาข้อ 6 ที่ระบุว่าต้องยกเลิกข้อพิพาททั้งหมด และนำไปสู่การยกเลิกสัญญาได้" นายกฯอภิสิทธิ์กล่าว

    ทั้งที่รู้เต็มอกว่าหมดหนทางยับยั้งการขึ้นค่าผ่านทางได้ เนื่องจากข้อสัญญาไม่เปิดช่องให้ เพราะข้อพิพาทของวอเตอร์บาวน์เกิดขึ้นในฐานะผู้เข้ามาลงทุนในประเทศฟ้องรัฐบาลไทย ไม่ได้ฟ้องกรมทางหลวงคู่สัญญา

    ที่สำคัญปัจจุบันวอเตอร์บาวน์ไม่ได้เป็น ผู้ถือหุ้นในบริษัทโทลล์เวย์แล้ว เพราะขายหุ้นให้โทลล์เวย์ไปเมื่อ 3 ธันวาคม 2549 ขณะที่กรมทางหลวงเซ็นสัญญาข้อตกลงฉบับที่ 3 เมื่อ 12 กันยายน 2550 จึงไม่มีผลอะไรต่อกัน ขณะที่ศาลปกครองกลางก็ได้ยกคำฟ้องแล้วเรื่องการขอระงับขึ้น ค่าผ่านทางไปแล้ว

    เช่นเดียวกับที่ รมว.คมนาคม "โสภณ ซารัมย์" ไม่สามารถทำอะไรได้ แค่สั่งการให้กรมทางหลวงตรวจสอบการต่อสัญญาว่าถูกต้องหรือไม่ และมีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง

    รายได้เพิ่ม 8% กินยาวอีก 25 ปี

    ในส่วนของ "โทลล์เวย์" นั้น หลังการปรับขึ้นค่าผ่านทางใหม่ แม้การจราจรจะหายไป 32% หรือ 26,000 คัน/วัน จาก 80,000 คัน/วัน แต่กลับมีรายได้เพิ่มขึ้น 8% จาก 4 ล้านบาท/วัน เป็น 4.4 ล้านบาท/วัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    "อีก 3-6 เดือน จะดูว่าควรมีโปรโมชั่น อะไรบ้าง ตอนนี้ยังประเมินไม่ได้ แต่คาดว่าปีหน้าบริษัทจะมีกำไรเพิ่มอีก 200 ล้านบาท จากปีนี้ 400 ล้านบาท เป็น 600 ล้านบาท และน่าจะเป็นแบบนี้ไปตลอดอายุสัมปทานที่เหลือ 25 ปี" เจ้าพ่อ "โทลล์เวย์" กล่าวและว่า

    อีก 7 ปีข้างหน้า บริษัทจะล้างขาดทุนสะสม 5,600 ล้านบาทได้ โดยปีหน้าจะมีเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้แล้ว หลังจากไม่เคยจ่ายเลย เพราะขาดทุนมาตลอด 20 ปี สำหรับผู้ถือหุ้นปัจจุบันตระกูลพานิชชีวะ ถือหุ้น 31% บริษัทแบ็บค็อก แอนด์ บราวน์ โทลิส โรดส์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) 30% กระทรวงการคลัง 25% ที่เหลือเป็นรายย่อย

    "สมบัติ" เปรย ๆ ว่า "การขยายสัมปทาน ทำให้มีรายได้ระยะยาว กินถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะต่อไปเศรษฐกิจโต คนเดินทางไปทางเหนือจะใช้โทลล์เวย์มากขึ้น

    แสดงว่าช่วงเวลาที่เจ้าพ่อ "โทลล์เวย์" รอคอยใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว เพราะนับจากวินาทีนี้ไปจะมีแต่กำไรตลอด 25 ปีที่เหลือ จากเคยมีรายได้เฉลี่ยปีละ 1,500 ล้านบาท ก็จะเพิ่มเป็นหลายพันล้านบาท/ปี เพราะจะปรับค่าผ่านทางเพิ่มทุก ๆ 5 ปี จนกว่าสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2577

    หน้า 6
    http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02rea01281252&sectionid=0217&day=2009-12-28

    --
    http://www.pridiinstitute.com
    http://twitter.com/sweetblog
    http://twitter.com/oknewsblog
    http://twitter.com/okblogger
    http://twitter.com/sat191
    http://www.pacc.go.th/
    http://twitter.com/okblogchan
    http://twitter.com/sun1951
    http://twitter.com/smeblogger
    http://twitter.com/seminarblog
    http://twitter.com/sunnewsblog
    http://twitter.com/okworldblog
    http://twitter.com/ktblogger

    ประชาชาติธุรกิจเกาะ10เทรนด์ผู้บริโภคยุคฉลาดเลือก เอาใจยาก-ชอบสังคม-เน้นหรู/ไฮเทค

    วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4170 ประชาชาติธุรกิจเกาะ10เทรนด์ผู้บริโภคยุคฉลาดเลือก เอาใจยาก-ชอบสังคม-เน้นหรู/ไฮเทค
    เกาะติด 10 เทรนด์ผู้บริโภคปีเสือ "เทรนด์วอตชิ่ง" แนะธุรกิจปรับตัวรับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ฉลาดเลือกมากขึ้น ทันสมัย ชอบสังคม เปิดเผย เอาใจยาก และขาดเทคโนโลยีไม่ได้ ระบุความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและธุรกิจจะเพิ่มมากขึ้นจนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปีหน้า และกดดันแบรนด์ต่าง ๆ ให้ต้องสร้างความโดดเด่นและช่างคิด ตอบโจทย์กับสังคมที่เปลี่ยนแปลงและซับซ้อนเว็บไซต์เทรนด์วอตชิ่งดอทคอมระบุว่า ในปี 2553 เทรนด์ของผู้บริโภคจะปรับเปลี่ยนไปกลายเป็นผู้บริโภคที่มีความรู้ความเข้าใจ มีความเชื่อมโยงกับสังคม เปิดเผยและเอาใจยากมากขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอ 10 เทรนด์ผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นในปี 2553 โดยตั้งข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและธุรกิจที่มากขึ้น จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในปีหน้า ซึ่งเท่ากับแบรนด์จะถูกบีบให้ต้อง โดดเด่นและช่างคิดมากขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์กับสังคมที่เปลี่ยนแปลง ซับซ้อน และ มีเครือข่ายมากขึ้น ยกตัวอย่างการที่ทวิตเตอร์เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการพิจารณาสินค้าที่ต้องการซื้อ รวมถึงสินค้าที่ตอบสนองการเป็นสังคมเมืองที่ขยายขึ้น รวมถึงเทรนด์สีเขียวและการทำดีที่จะจับต้องได้ง่ายขึ้นเทรนด์แรกที่จะเกิดขึ้น คือ การทำธุรกิจในแบบที่ต่างจากปกติ โดยภาคธุรกิจไม่เพียงแค่ต้องทำตัวเป็นพลเมืองที่ดีของโลก แต่จำเป็นต้องขยับให้สอดคล้องไปกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ตามความต้องการของกระแสโลก การมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นแทนที่จะโฆษณาทางเดียวหรือเน้นความร่วมมือกันไปสู่ชัยชนะแทนที่จะแบ่งเราแบ่งเขา มีน้ำใจมากขึ้นแทนที่จะมุ่งแต่ผลประโยชน์เทรนด์ที่ 2 ปรับสู่ชุมชนเมือง ซึ่งจากรายงานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในปี 2552 ระบุว่า ในศตวรรษที่แล้วมีประชากรโลกไม่ถึง 5% ที่อาศัยในเขตเมือง แต่พอถึงปี 2551 ตัวเลขของคนเมืองกลับทะลุ 50% และคาดกันว่าจะถึง 70% ภายในปี 2593 หรือเท่ากับมีผู้อาศัยในชุมชนเมืองราว 6.4 พันล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชียจะมีจำนวนประชากรในเขตเมืองถึง 63% หรือราว 3.3 พันล้านคนคนในชุมชนเมืองจะมีความทันสมัยมากขึ้น มีความต้องการมากขึ้น ติดต่อสื่อสารและกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเปิดกว้างมากขึ้น และชอบความท้าทาย ซึ่งนี่ทำให้สินค้าที่อิงกระแสนี้เติบโตได้ดี อาทิ วอดก้าแบรนด์ "Absolut" ที่เปิดตัวเครื่องดื่ม Cities Series ในนิวออร์ลีนส์ ลอสแองเจลิส และบอสตัน ซึ่งมีรสชาติเฉพาะที่แตกต่างกันรวมถึงแบรนด์เครื่องสำอาง "เกอร์แลง" (Guerlain) ที่เปิดตัวน้ำหอมกลิ่นเฉพาะ "ปารีส-มอสโก" ที่เน้นกลิ่นผลไม้นำ โดยวางขายในห้างแฮร์รอดส์ในราคา 130 ปอนด์ ส่วนกลิ่นปารีส-นิวยอร์ก ก็ผสมวานิลลา อบเชย และซีดาร์ ขณะที่กลิ่นปารีส-โตเกียว เน้นกลิ่นผสมระหว่างมะลิ ชาเขียว และดอกไวโอเลตเทรนด์ที่ 3 หาข้อมูลแบบเรียลไทม์ เนื่องจากเว็บเครือข่ายสังคม อาทิ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ มีส่วนทำให้ผู้บริโภคสามารถแลกเปลี่ยนความคิดและตรวจสอบ ข้อมูลผ่านโลกไซเบอร์ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่ง เพื่อน ๆ ในโลกอินเทอร์เน็ตจะร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่เราต้องการรู้ อาทิ แอปพลิเคชั่น EezeeRator ของ Air Valid ที่เปิดให้ผู้โดยสารสามารถโพสต์ความเห็นเกี่ยวกับไฟลต์บินต่าง ๆ ได้ และในปีหน้าบริการที่ใช้ประโยชน์จากคลังสมองขนาดใหญ่เช่นนี้จะแพร่หลายมากขึ้น เทรนด์ที่ 4 แค่หรูไม่พอ ต้องพิเศษด้วย โดยเทรนด์วอตชิ่งคาดว่าหลังยุควิกฤตเศรษฐกิจ เทรนด์หรูจะกลับมาอีกครั้ง แต่จะเปลี่ยนนิยามความหรูที่เน้นเรื่องความใหญ่โตและราคาแพง มาเป็นความหรูแบบพิเศษ เฉพาะเจาะจง เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนตัวมากขึ้น และหากยิ่งหายากก็จะยิ่งดึงดูดใจบรรดาคนฐานะดีที่ต้องการความเอ็กซ์คลูซีฟอย่างกรณีของยี่ห้อเสื้อผ้าหรู "เบอร์เบอร์รี่" (Burberry) ที่มีแบรนด์ "บลู ลาเบล" ไลน์สินค้าเฉพาะในญี่ปุ่น เน้นเสื้อผ้าที่พอดีตัว และโฉบเฉี่ยวกว่าสไตล์ของแบรนด์เบอร์เบอร์รี่เทรนด์ที่ 5 การบรรจบกันของโลก ออนไลน์และออฟไลน์ โดยปี 2553 จะเป็นปีที่เว็บเครือข่ายสังคมมีส่วนช่วยสร้าง เครือข่ายในชีวิตจริงได้ เหตุการณ์ในโลกออนไลน์สามารถเกิดขึ้นในโลกแห่งความจริง ผู้บริโภคสามารถใช้โลกออนไลน์ในการสร้างเครือข่ายเพื่อนที่มากขึ้น ขณะเดียวกันพวกเขาก็พบปะกันในโลกจริง ๆ ได้ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเพื่อนคอเดียวกันเทรนด์ที่ 6 รักษ์โลกได้ง่ายขึ้น ซึ่งทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคมีส่วนขับเคลื่อนกระแสนี้ ประกอบกับกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะทำให้เทรนด์สีเขียวเข้มข้นขึ้น แต่จะต้องเน้นให้ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจสามารถร่วมเทรนด์สีเขียวได้ง่ายขึ้น เทรนด์ที่ 7 โลกแห่งการตามรอยและแจ้งเตือน เพื่อให้ผู้บริโภคประหยัดเวลา กันลืม และลดความผิดพลาด คล้ายกับระบบติดตามของบริษัทจัดส่งพัสดุภัณฑ์ ซึ่งสามารถนำมาใช้กับเรื่องอื่น ๆ อาทิ การแจ้งเรื่องตารางรถไฟล่าช้าผ่านทวิตเตอร์ หรือการใช้ระบบจีพีเอสตามรอยเพื่อน ๆ เทรนด์ที่ 8 ปันน้ำใจมากขึ้น ซึ่งเทรนด์ทำดีมีน้ำใจจะแพร่หลายมากขึ้นในปีหน้า โดยธุรกิจจะเปิดให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมบริจาคหรือร่วมทำความดีด้วย อย่างเช่น "ไอเกีย" เชนค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของโลก ที่วางขายโคมไฟที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในราคา 19.99 ดอลลาร์ จะร่วมบริจาคโคมไฟเท่ากับจำนวนที่มีผู้ซื้อให้กับ "ยูนิเซฟ" เพื่อช่วยเด็ก ๆ ในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วน "พีแอนด์จี" มีโครงการบริจาควัคซีนกันบาดทะยักเท่ากับจำนวนผ้าอ้อมที่ขายได้เทรนด์ที่ 9 ใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลจากโลกอินเทอร์เน็ต อาทิ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ มายสเปซ ซึ่งผู้บริโภคยุคใหม่มีความเข้าใจมากขึ้น ขณะที่บริษัทก็เริ่มใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้เพิ่มขึ้นเทรนด์สุดท้าย ผู้บริโภคจะโตขึ้น จะมีความดิบ หัวดื้อ และเปิดเผยมากขึ้น ผู้บริโภคจะไม่ใช่คนที่ไม่มีข้อมูล หรือขาดประสบการณ์ พวกเขาจะเปิดใจรับ นวัตกรรม สินค้าไอเดียล้ำ ๆ รสชาติ แปลก ๆ แหวกแนวมากขึ้น ยกตัวอย่าง "อเมริกัน แอปพาเรล" แบรนด์เสื้อผ้าอเมริกันที่เปิดตัวเสื้อยืดหนุนการแต่งงานอย่างถูกกฎหมายของกลุ่มรักเพศเดียวกัน ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้น หน้า 1
    http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02p0102281252&sectionid=0201&day=2009-12-28

    เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เล็กๆ น้อยๆ กับเวอร์ชั่นล่าสุด

     


    วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:18:39 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

    เชอร์ล็อก โฮล์มส์

    เล็กๆ น้อยๆ กับเวอร์ชั่นล่าสุด

             "รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ต่างหากที่เป็นจุดสำคัญ" เป็นคำพูดประโยคหนึ่งจากของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ เวอร์ชั่นล่าสุดที่นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ซึ่งสอดคล้องกับการสร้างภาพยนตร์ชุดนี้ เพราะดูเหมือนว่าทีมผู้สร้างได้จับเอารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้คนไม่เคยพูดถึงอย่าง การชกมวย การเป็นคนรกๆ เพี้ยนนิดๆ จับมาปลุกปั้นให้ลักษณะดังกล่าวกลายเป็นความโดดเด่นในเวอร์ชั่นนี้

     

             สำหรับพวกคอทองแดงของนิยายชุดนี้ คงเปิดปากบ่นก่นด่ากันสนุกปาก แค่เฉพาะการดึง โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ มาเล่นเป็น เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ก็ดูจะวิพากษ์กันไม่จบในราตรีเดียว เพราะเชอร์ล็อค โฮล์มส์ จากการบรรยายนั้นมีรูปร่างสูง ผอม จมูกโด่งเป็นสันเหมือนเหยี่ยว ซึ่งผิดกันกับรูปร่างหนา ล่ำสัน และดูสั้น ของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ขณะที่ผู้ช่วยวัตสันเองกลับกลายเป็นชายรูปร่างสูง ปราดเปรียว มีเสน่ห์ และเจ้าเล่ห์นิดๆ ซึ่งในนิยายหมอวัตสันคือ คนซื่อๆ และแน่นอนว่าไม่สมาร์ทอย่างจู๊ด ลอว์ ตัวละครเอกอีกตัวอย่างไอลีน แอดเลอร์ นั้น การเลือกราเชล แมคอดัมส์ ก็ดูไม่เหมาะอย่างยิ่งกับตัวละครผู้กุมหัวใจของโฮล์มส์ ตัวละครนี้น่าจะมีเสน่ห์แบบที่ดูครั้งแรกรู้สึกว่าไม่สวย แต่มีบางสิ่งดึงดูด มีความลึกลับ และเป็นปริศนาสุดๆ ซึ่งราเชล แมคอดัมส์ ไม่ได้ให้ภาพตรงนั้น ซ้ำเมื่อเข้าฉากกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ดูเหมือนพ่อลูกมากกว่า

     

             แต่ท้ายที่สุดแล้ว แม้ตัวละครหลักทั้งสองตัวจะขัดแย้งกับนิยาย แต่พลังของนักแสดงทั้งสองคนก็แข็งพอที่จะทำให้คนดูที่ดูภาพยนตร์ในขณะนั้นมองข้ามสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไป โดยเฉพาะโฮล์มส์ ของโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นั้นจี๊ดสุดๆ แม้มันจะห่ามๆ จนคล้ายตัวละครในไอรอน แมน ไปบ้างก็ตาม

     

             เนื้อหานั้นก็เป็นส่วนที่ทีมเขียนบทเขียนขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็น่าติดตามพอสมควร โดยภาคนี้ยอดนักสืบกับผู้ช่วยต้องต่อสู้กับอำนาจเหนือธรรมชาติ ลอนดอนถูกคุกคามด้วยความกลัว เมื่อลอร์ดแบล็กวู้ด ที่ถูกโฮล์มส์ กับหมอวัตสันบุกทำลายแผนการในตอนต้น จนถูกสั่งประหารชีวิตนั้นฟื้นคืนชีพกลับมา สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว ทำให้โฮล์มส์กับคู่หูต้องทำการสืบสวนที่มาของเรื่องเหนือธรรมชาติ และยับยั้งการฆาตกรรมที่ลอร์ดแบล็กวู้ดสั่งการ

     

              ตัวหนังดูสนุก มีสไตล์ส่วนตัวชัดเจน ทั้งยังมีอารมณ์ขันเสริมเพิ่มเข้ามา ทำให้เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เวอร์ชั่นนี้ครบเครื่อง หลายบนอาจมองว่าคล้ายเจมส์ บอนด์ ซึ่งก็ไม่ปฏิเสธ แต่เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ดูสนุกกว่ามาก 

     

              หนังให้ภาพคล้าย Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street ของทิม เบอร์ตัน เนื่องจากพื้นเรื่องนั้นอยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน คือ ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จัดว่าอลังการสวยงามมากทีเดียว

     

             สำหรับตัวผู้กำกับ กาย ริชชี่ นั้น หลังจากเสียเครดิตไปกับหนังยุคหลังอย่าง RocknRolla (2008) Revolver (2005) Swept Away (2002) เชื่อว่า เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เวอร์ชั่นล่าสุดคงจะกู้ชื่อเขากลับมาได้ระดับหนึ่ง การเปลี่ยนเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ให้เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ประหลาดๆ คล้ายกับที่จอห์นนี่ เด็ปป์ ทำในบทกัปตันแจ๊ค สแปโรว์ น่าจะโดนใจใครต่อใครไม่น้อยเลยทีเดียว และสิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลย คือสไตล์ของริชชี่ ความกวน เท่ ที่ได้เห็นใน Snatch (2000) Lock, Stock and Two Smoking Barrels (1998) ก็ถูกนำมาผสมผสานในเชอร์ล็อก โฮล์มส์ จนเรียกได้ว่าเป็นเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ฉบับ กาย ริชชี่

     

              ดนตรีประกอบนั้น โดนเด่นตอนเปิดเรื่อง ฟังดูลึกลับ แต่เรียบง่าย เท่ดี แต่ก็แปลกใจที่ระหว่างเรื่องนั้นดนตรีกลับถูกกลืนหายไป ไม่โดดเด่น ทั้งที่มีความพยายามอย่างมาก เช่นฉากระเบิด แม้จะใช้เสียงดนตรีและภาพกำลังระเบิดตูมตาม คอนทราสแบบนี้ที่เคยถูกใช้ในหนังหลายเรื่อง แต่กลับดูไม่ถึง 
       
    ความเป็นมา
             เชอร์ล็อก โฮลมส์ (Sherlock Holmes) เป็นนวนิยายสืบสวนหรือรหัสคดี ประพันธ์โดยนักเขียน นายแพทย์ชาวสก็อต นาม เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตัวละคร เชอร์ล็อก โฮลมส์ เป็นนักสืบชาวลอนดอนผู้ปราดเปรื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านทักษะการประมวลเหตุและผล โดยอาศัยหลักฐานและการสังเกตอันคาดไม่ถึงเพื่อคลี่คลายคดีต่างๆ

     

             ตามท้องเรื่อง โฮลมส์และหมอวัตสันรู้จักกันครั้งแรก เพราะต่างต้องการหาผู้แชร์ห้องพักในกรุงลอนดอนเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยห้องพักที่ทั้งสองเช่าเป็นบ้านของมิสซิสฮัดสัน ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 221 บี ซึ่งเลขที่บ้านนี้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เวอร์ชั่นล่าสุดด้วย บนถนนเบเกอร์ โดยพวกเขาเช่าพื้นที่ชั้นสองของบ้าน ส่วนมิสซิสฮัดสันอาศัยอยู่ชั้นล่าง และทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารเช้าให้พวกเขาด้วย หมอวัตสันเคยย้ายออกจากบ้านเช่านี้ไปเมื่อคราวแต่งงาน ทว่าหลังจากภริยาเสียชีวิต หมอวัตสันก็ย้ายกลับมาอยู่กับเชอร์ล็อก โฮลมส์อีก

     

             โคนัน ดอยล์ แต่งเรื่องเชอร์ล็อก โฮลมส์ ไว้ทั้งสิ้นเป็นเรื่องยาว 4 เรื่อง และเรื่องสั้น 54 เรื่อง เกือบทุกเรื่องเป็นการบรรยายโดยเพื่อนคู่หูของโฮลมส์ หมอวัตสัน ในจำนวนนี้ มี 2 เรื่องที่โฮลมส์เป็นผู้เล่าเรื่องเอง และอีก 2 เรื่องเล่าโดยบุคคลอื่น เรื่องสั้นสองเรื่องแรกตีพิมพ์ใน Beeton′s Christmas Annual ในปี ค.ศ. 1887 และ Lippincott′s Monthly Magazine ในปี ค.ศ. 1890 แต่หลังจากที่ชุดเรื่องสั้นลงพิมพ์เป็นคอลัมน์ประจำใน นิตยสารแสตรนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1891 นิยายเรื่องนี้ก็โด่งดังเป็นพลุแตก

             เหตุการณ์ในนิยายอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1878 ถึง ค.ศ. 1903 และคดีสุดท้ายเกิดในปี ค.ศ. 1914

     

             เมื่อถูกถามว่า เชอร์ล็อก โฮลมส์ มีตัวตนจริงหรือไม่ เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ มักตอบว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างเชอร์ล็อก โฮลมส์ มาจากนายแพทย์โจเซฟ เบลล์ ผู้ซึ่งดอยล์เคยทำงานด้วยที่โรงพยาบาลเอดินเบิร์กรอยัล นายแพทย์เบลล์มีความสามารถในการหาข้อสรุปจากความสามารถในการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นอกจากนี้นายแพทย์เบลล์ยังมีความสนใจในอาชญากรรมและเคยช่วยเหลือตำรวจในการคลี่คลายคดีต่างๆ ด้วย

     

             ความโด่งดังของเชอร์ล็อก โฮลมส์ ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากเชื่อว่าเขามีตัวตนจริงและพากันเขียนจดหมายไปหา มีพิพิธภัณฑ์เชอร์ล็อก โฮลมส์ ตั้งขึ้นในตำแหน่งที่น่าจะเป็นบ้านในนวนิยายของเขาในกรุงลอนดอน นับเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นสำหรับตัวละครในนิยาย เรื่องราวของเชอร์ล็อก โฮลมส์ มีการนำไปดัดแปลงและแต่งเพิ่มเติมขึ้นใหม่อีกโดยนักเขียนคนอื่น ทั้งที่เขียนร่วมกับทายาทของโคนัน ดอยล์ และเขียนขึ้นใหม่เป็นเอกเทศ บทประพันธ์ของโคนัน ดอยล์ และนวนิยายที่แต่งขึ้นใหม่ ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ละครวิทยุ และสื่ออื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน จนกระทั่งเชอร์ล็อก โฮลมส์ ได้รับการบันทึกจากกินเนสส์บุ๊คว่าเป็น "ตัวละครที่มีผู้แสดงมากที่สุด" ภาพลักษณ์ของโฮลมส์กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักสืบ และส่งอิทธิพลต่อวรรณกรรมและการแสดงในประเภทรหัสคดีจำนวนมาก

     

    รู้จัก เชอร์ล็อก โฮลมส์
             เชอร์ล็อก โฮลมส์ มีชื่อเต็มว่า วิลเลียม เชอร์ล็อก สก๊อต โฮลมส์ เป็นชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1854 มีนิสัยรักสันโดษ แต่ก็ยังไม่สันโดษเท่าพี่ชาย คือ ไมครอฟต์ โฮลมส์ ที่คอยช่วยเหลือเขาในบางคดี โฮลมส์มีรูปร่างสูง ผอม จมูกโด่งเป็นสันเหมือนเหยี่ยว มีความรู้รอบตัวในหลาย ๆ ด้านทั้ง เคมี ฟิสิกส์ และความรู้เกี่ยวกับพืชมีพิษตระกูลต่าง ๆ แต่เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์เลย และเขายังเก่งเรื่องเล่นไวโอลิน

     

             โฮลมส์มีอารมณ์แปลก ๆ บางครั้งก็เศร้าซึม พูดน้อย บางครั้งก็ร่าเริง หมอวัตสัน เพื่อนคู่หูของเชอร์ล็อก โฮลมส์ ได้บรรยายถึงลักษณะต่าง ๆ ของโฮลมส์เอาไว้ในบันทึกคดีคราวต่าง ๆ กัน เช่น ในเวลาที่กำลังครุ่นคิดเรื่องคดี โฮลมส์จะไม่ทานข้าวเช้า (จาก ตอน ช่างก่อสร้างเจ้าเล่ห์ (the Norwood Builder) ) โฮลมส์ชอบทำการทดลองเคมี แล้วทิ้งข้าวของในห้องกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ (จาก ตอน ปริศนาลายแทง (Musgrave Ritual) ) โฮลมส์สูบไปป์จัดมาก มักกลั่นแกล้งตำรวจโดยการให้ข้อมูลปลอมหรือปกปิดหลักฐานบางอย่าง แต่ก็มีความเป็นสุภาพบุรุษและให้เกียรติแก่สตรีอย่างสูง (จาก ตอน นายหน้าขู่กิน (Charles Augustus Milverton) ) แต่นิสัยที่หมอวัตสันเห็นว่าเลวร้ายและยอมรับไม่ได้เลย คือ การที่โฮลมส์ชอบเสพโคเคนกับมอร์ฟีน ซึ่งวัตสันเห็นว่าเป็นความชั่วประการเดียวที่โฮลมส์มี

     

             นอกจากนี้โฮลมส์ยังเป็นนักแสดงที่เก่งกาจ ดังปรากฏในตอน ซ้อนกล (the Dying Detective) และ จดหมายนัดพบ (the Reigate Squires) และตอนอื่น ๆ อีกหลายตอน เพื่อหันเหความสนใจของผู้ต้องสงสัย มิให้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักฐานบางอย่าง ในตอน สัญญานาวี (the Naval Treaty) โฮลมส์ได้แสดงให้เห็นว่าเขาชื่นชมนักอาชญวิทยาชาวฝรั่งเศส คือ Alphonse Bertillon ซึ่งเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพื่อช่วยระบุตัวตนของอาชญากร นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า โฮลมส์เป็นนักอ่าน นักศึกษา มีความรู้ด้านอาชญวิทยาอย่างกว้างขวาง และให้ความนิยมนับถือบรรดานักสืบผู้ชำนาญเป็นอย่างมาก

     

             ถึงแม้โฮลมส์จะชอบกลั่นแกล้งตำรวจ แต่เขาก็เป็นมิตรที่ดีของสก๊อตแลนด์ยาร์ดโดยเฉพาะสารวัตรเลสเตรด และมักยกความดีความชอบในคดีให้แก่ฝ่ายตำรวจอยู่เสมอ ในตอน สัญญานาวี โฮลมส์เคยบอกว่า ในบรรดาคดีที่เขาสะสาง 53 คดี เขายกความสำเร็จให้เพื่อนตำรวจไปเสีย 49 คดี คงมีแต่เพียงหมอวัตสันที่บรรยายถึงความสามารถของเขาผ่านทางบันทึกเท่านั้น

             โฮลมส์มีศัตรูตัวฉกาจ ชื่อ ศาสตราจารย์เจมส์ โมริอาร์ตี้ ศาสตราจารย์ผู้มีมันสมองปราดเปรื่องในด้านอาชญากรรม อีกทั้งยังเป็นตัวการเบื้องหลังในบางคดีที่เกิดขึ้นอีกด้วย คำพูดของโฮลมส์ที่ติดปากกันดี คือ "ถ้าเราตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทั้งหมดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ว่ามันจะดูเหลือเชื่อเพียงใด แต่มันก็เป็นความจริง"
     
    ความรู้ ความสามารถ และทักษะพิเศษ
             เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ได้บรรยายถึงพื้นฐานการศึกษาและทักษะของโฮลมส์ไว้ในนิยายตอนแรก ชื่อตอน แรงพยาบาท ว่า เขาเคยเป็นนักศึกษาสาขาเคมี ที่มีความสนอกสนใจไปสารพัด โดยเฉพาะวิชาความรู้ที่สามารถช่วยเหลือในการคลี่คลายคดีอาชญากรรม บันทึกคดีแรกของโฮลมส์ที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร คือ เรือบรรทุกนักโทษ (Gloria Scott) ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ทำให้โฮลมส์หันมายึดถืออาชีพนักสืบ เขามักใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ การสังเกตและการทดลอง มาใช้ประกอบในการพิจารณาคดีอาชญากรรมเสมอ แม้ว่าเขาจะชอบเก็บงำผลลัพธ์เอาไว้ และสร้างความประหลาดใจแก่ผู้อื่นโดยค่อย ๆ เผยปมของคดีให้ทราบทีละเล็กละน้อย

             นอกจากนี้ ในเรื่องยาว แรงพยาบาท (A Study in Scarlet) หมอวัตสันเคยประเมินทักษะต่าง ๆ ของโฮล์มส์ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
    ความรู้ด้านวรรณกรรม — ไม่มี
    ความรู้ด้านปรัชญา — ไม่มี
    ความรู้ทางดาราศาสตร์ — ไม่มี
    ความรู้ด้านการเมือง — น้อยมาก
    ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ — ไม่แน่นอน ชำนาญพิเศษด้านพืชมีพิษและฝิ่น แต่ไม่มีความรู้ด้านการทำสวนเลย
    ความรู้ด้านธรณีวิทยา — ชำนาญ แต่มีข้อจำกัด สามารถบอกความแตกต่างระหว่างดินแต่ละชนิด เช่นหลังจากออกไปเดินเล่น สามารถระบุตำแหน่งที่ได้รับรอยเปื้อนดินบนกางเกงได้ว่ามาจากส่วนไหนของลอนดอน โดยดูจากสีและลักษณะของดิน
    ความรู้ด้านเคมี — ยอดเยี่ยม โฮลมส์ได้รับตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์จากสมาคมเคมีแห่งราชสำนักอังกฤษ
    ความรู้ด้านกายวิภาค — แม่นยำ แต่ไม่เป็นระบบ
    ความรู้ด้านอาชญวิทยา — กว้างขวาง ดูเหมือนจะรู้จักเหตุสะเทือนขวัญอย่างละเอียดทุกเรื่องในรอบศตวรรษ
    เล่นไวโอลินได้ดีมาก และยังเป็นเจ้าของไวโอลินสตราดิวาเรียส อันมีชื่อเสียง
    เป็นนักมวยและนักดาบ
    มีความรู้กฎหมายอังกฤษเป็นอย่างดี

     

    ตัวอย่าง
             ในตอน ความลับที่หุบเขาบอสคูมบ์ (The Boscombe Valley Mystery) โฮลมส์ได้แสดงให้เห็นถึงความรู้เกี่ยวกับยาสูบเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในตอน รหัสตุ๊กตาเต้นรำ (The Dancing Man) โฮลมส์ได้แสดงถึงทักษะและไหวพริบในการถอดรหัส ส่วนความสามารถในการปลอมแปลงตัวของโฮลมส์ได้ใช้ประโยชน์หลายครั้ง เช่น การปลอมเป็นกะลาสีในตอน จัตวาลักษณ์ (The Sign of the Four) เป็นนักบวชผู้ถ่อมตนใน เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย (A Scandle in Bohemie) เป็นคนติดยาใน ชายปากบิด (The Man with the Twisted Lip) เป็นพระชาวอิตาลีใน ปัจฉิมปัญหา (The Final Problem) หรือแม้แต่ปลอมเป็นผู้หญิงในตอน เพชรมงกุฎ (The Mazarin Stone) เป็นต้น

     

             อย่างไรก็ดี มีบางเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า หมอวัตสันประเมินโฮลมส์ผิดไปบ้าง เช่น เหตุการณ์ในตอน เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย ซึ่งโฮลมส์สามารถตระหนักถึงความสำคัญของเคานท์ฟอนแครมได้ทันที หรือในหลายๆ คราวที่โฮลมส์มักเอ่ยอ้างถึงถ้อยคำในพระคัมภีร์ไบเบิล เชกสเปียร์ หรือเกอเธ่ แต่กระนั้น โฮลมส์กลับเคยบอกกับหมอวัตสันว่า เขาไม่สนใจเลยว่าโลกหรือดวงอาทิตย์จะหมุนรอบใครกันแน่ เพราะมันไม่มีประโยชน์ต่อการคลี่คลายคดีสักนิด

     

             โฮลมส์มีความสามารถในการวิเคราะห์หลักฐานทางกายภาพอย่างถูกต้องแม่นยำ กระบวนการตรวจสอบหลักฐานของเขามีหลายกรรมวิธี เช่น การเก็บรอยรองเท้า รอยเท้าสัตว์ หรือรอยล้อรถจักรยาน เพื่อวิเคราะห์การกระทำใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการเกิดอาชญากรรม (เช่น ตอน แรงพยาบาท หรือ หมาผลาญตระกูล) หรือการวิเคราะห์ประเภทของยาสูบเพื่อระบุตัวตนของอาชญากร (เช่น ตอน จองเวร (The Resident Patient) หรือ หมาผลาญตระกูล) โฮลมส์เคยตรวจสอบร่องรอยผงดินปืน และเปรียบเทียบกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุ ทำให้แยกแยะได้ว่าฆาตกรมีสองคน (จาก ตอน จดหมายนัดพบ และ บ้านร้าง (The Empty House) ) นอกจากนี้ โฮลมส์ยังเป็นคนแรก ๆ ที่มีแนวคิดในการตรวจสอบลายนิ้วมืออีกด้วย (จาก ตอน ช่างก่อสร้างเจ้าเล่ห์)

     

             ในช่วงปีหลัง ๆ ระหว่างที่โฮลมส์หยุดพักผ่อนที่ซัสเซกส์ดาวน์ (ในตอน รอยเปื้อนที่สอง (The Second Stain) ) เขาได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งเพื่อบันทึกการสังเกตเรื่องวิถีชีวิตของผึ้ง ชื่อ "Practical Handbook of Bee Culture" นอกจากนี้ ยังมีงานเขียนด้านวิชาการอื่น ๆ ของโฮลมส์อีกหลายเล่ม เช่น "Upon the Distinction Between the Ashes of the Various Tobaccos" (การแยกแยะรายละเอียดระหว่างขี้เถ้าของยาสูบชนิดต่างๆ) หรือ บทความสองเรื่องเกี่ยวกับ "หู" ที่ได้เผยแพร่ใน Anthropological Journal เป็นต้น

     

    อาชีพของเชอร์ล็อก โฮล์มส์
             โฮลมส์ทำงานเพียงอย่างเดียว คือ เป็นนักสืบเชลยศักดิ์ หมายถึง เป็นนักสืบเอกชนที่ทำงานตามการว่าจ้างเป็นคราวๆ ไป อย่างไรก็ดี มีหลายครั้งที่โฮลมส์ทำคดีเพื่อช่วยเหลือเพื่อนตำรวจที่สก๊อตแลนด์ยาร์ด หรือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ลูกค้าส่วนใหญ่ของโฮลมส์เป็นผู้มีสตางค์ โฮลมส์จึงได้รับค่าจ้างอย่างงามจนสามารถใช้ชีวิตอย่างสบาย หมอวัตสันเคยเล่าไว้ในตอน ซ้อนกล เมื่อตอนที่เขาย้ายออกไปจากบ้านเช่า และโฮลมส์อาศัยอยู่เพียงลำพังว่า เงินค่าเช่าที่โฮลมส์จ่ายมิสซิสฮัดสันนั้นมากพอจะซื้อตึกหลังนั้นได้เลยทีเดียว

     

             ในตอน แผนผังเรือดำน้ำ โฮลมส์ได้รับของรางวัลจากการคลี่คลายคดีให้แก่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เป็นเข็มกลัดมรกต คราวหนึ่งเขาได้รับเหรียญทองคำเป็นที่ระลึกจากไอรีน อัดเลอร์ (ตอน เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย) อีกคราวหนึ่งในตอน โรงเรียนสำนักอธิการ (the Priory School) โฮลมส์ถึงกับถูมือด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อเห็นตัวเลขในเช็คที่ท่านดยุคสั่งจ่าย ที่หมอวัตสันเองยังตื่นเต้นตกใจ แต่แล้วโฮลมส์ก็ตบเช็คใบนั้นแล้วร้องว่า "กันยากจนจริงหนอ"

    ครอบครัว และความรัก


             โฮลมส์มีพี่ชายหนึ่งคน คือ ไมครอฟต์ โฮลมส์ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง แต่ไม่มีข้อมูลอื่นเกี่ยวกับครอบครัวของเขา นอกจากในเรื่องสั้นตอน ล่ามภาษากรีก ซึ่งโฮลมส์เอ่ยถึงย่าของตนว่าเป็นน้องสาวของเวอร์เน่ต์ (Vernet) ศิลปินชาวฝรั่งเศส โฮลมส์ไม่ได้แต่งงาน แต่เขาเคยมีความรักกับสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งต่อมาเกิดเหตุที่ทำให้ทั้งสองไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ และโฮลมส์ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนอีกเลย หญิงสาวผู้อยู่ในความทรงจำของโฮลมส์ผู้นั้นมีชื่อว่า ไอรีน อัดเลอร์

     

    Young Sherlock Holmes ปี ค.ศ.1985
             การขึ้นจอใหญ่ครั้งล่าสุดของตัวละครสุดคลาสสิก โดยเป็นการสร้างจากจินตนาการของทีมงานทั้งหมด เรื่องราวของโฮล์มส์ตอนวัยรุ่นที่ได้เจอกับ จอห์น วัตสัน ในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง และพวกเขาได้พบกับเงื่อนงำการฆาตกรรม ทั้งสองร่วมมือกับสืบคดี โดยการใช้หลักอนุมานอันชาญฉลาดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาในการแก้ไขคดี

            หนังได้สตีเว่น สปีลเบิร์ก มาอำนวยการสร้าง มี Chris Columbus ผู้กำกับ Home Alone 2 ภาคแรก และ Harry Potter 2 ภาคแรก มาเขียนบทให้ มี Barry Levinson กับตำแหน่งผู้กำกับ

            ถ้าเป็นคอทองแดงของนิยายชุดนี้คงมีโกรธเคืองกันมิใช่น้อย เพราะแค่การเจอกันของคู่หูก็มั่วสุดกู่ ดูกลายเป็น แฮรี่ พอตเตอร์ กับ รอน วีสลีย์ ยังไงงั้น ทั้งที่ความจริงทั้งคู่เจอกันตอนโตแล้ว

            แต่เอาจริงๆ แล้ว ถ้าไม่ใช่คอนิยายตัวจริง หนังเรื่องนี้ดูสนุกเพลิดเพลินดีครับ มีครบทุกรสชาติ และยังมีกลิ่นอายของหนังเด็กมากๆ ตัวละครโฮล์มส์ ก็มีเสน่ห์ดึงดูด หมอวัตสันก็เหมือนกัน เทียบกับเวอร์ชั่นล่าสุดแล้ว สนุกคนละแบบ

    http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1261646339&grpid=07&catid=no&sectionid=0225
    http://www.pridiinstitute.com
    http://twitter.com/sweetblog
    http://twitter.com/oknewsblog
    http://twitter.com/okblogger
    http://twitter.com/sat191
    http://www.pacc.go.th/
    http://twitter.com/okblogchan
    http://twitter.com/sun1951
    http://twitter.com/smeblogger
    http://twitter.com/seminarblog
    http://twitter.com/sunnewsblog
    http://twitter.com/okworldblog
    http://twitter.com/ktblogger