| วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:18:39 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ เชอร์ล็อก โฮล์มส์
เล็กๆ น้อยๆ กับเวอร์ชั่นล่าสุด "รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ต่างหากที่เป็นจุดสำคัญ" เป็นคำพูดประโยคหนึ่งจากของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ เวอร์ชั่นล่าสุดที่นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ซึ่งสอดคล้องกับการสร้างภาพยนตร์ชุดนี้ เพราะดูเหมือนว่าทีมผู้สร้างได้จับเอารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้คนไม่เคยพูดถึงอย่าง การชกมวย การเป็นคนรกๆ เพี้ยนนิดๆ จับมาปลุกปั้นให้ลักษณะดังกล่าวกลายเป็นความโดดเด่นในเวอร์ชั่นนี้ สำหรับพวกคอทองแดงของนิยายชุดนี้ คงเปิดปากบ่นก่นด่ากันสนุกปาก แค่เฉพาะการดึง โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ มาเล่นเป็น เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ก็ดูจะวิพากษ์กันไม่จบในราตรีเดียว เพราะเชอร์ล็อค โฮล์มส์ จากการบรรยายนั้นมีรูปร่างสูง ผอม จมูกโด่งเป็นสันเหมือนเหยี่ยว ซึ่งผิดกันกับรูปร่างหนา ล่ำสัน และดูสั้น ของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ขณะที่ผู้ช่วยวัตสันเองกลับกลายเป็นชายรูปร่างสูง ปราดเปรียว มีเสน่ห์ และเจ้าเล่ห์นิดๆ ซึ่งในนิยายหมอวัตสันคือ คนซื่อๆ และแน่นอนว่าไม่สมาร์ทอย่างจู๊ด ลอว์ ตัวละครเอกอีกตัวอย่างไอลีน แอดเลอร์ นั้น การเลือกราเชล แมคอดัมส์ ก็ดูไม่เหมาะอย่างยิ่งกับตัวละครผู้กุมหัวใจของโฮล์มส์ ตัวละครนี้น่าจะมีเสน่ห์แบบที่ดูครั้งแรกรู้สึกว่าไม่สวย แต่มีบางสิ่งดึงดูด มีความลึกลับ และเป็นปริศนาสุดๆ ซึ่งราเชล แมคอดัมส์ ไม่ได้ให้ภาพตรงนั้น ซ้ำเมื่อเข้าฉากกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ดูเหมือนพ่อลูกมากกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว แม้ตัวละครหลักทั้งสองตัวจะขัดแย้งกับนิยาย แต่พลังของนักแสดงทั้งสองคนก็แข็งพอที่จะทำให้คนดูที่ดูภาพยนตร์ในขณะนั้นมองข้ามสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไป โดยเฉพาะโฮล์มส์ ของโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นั้นจี๊ดสุดๆ แม้มันจะห่ามๆ จนคล้ายตัวละครในไอรอน แมน ไปบ้างก็ตาม เนื้อหานั้นก็เป็นส่วนที่ทีมเขียนบทเขียนขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็น่าติดตามพอสมควร โดยภาคนี้ยอดนักสืบกับผู้ช่วยต้องต่อสู้กับอำนาจเหนือธรรมชาติ ลอนดอนถูกคุกคามด้วยความกลัว เมื่อลอร์ดแบล็กวู้ด ที่ถูกโฮล์มส์ กับหมอวัตสันบุกทำลายแผนการในตอนต้น จนถูกสั่งประหารชีวิตนั้นฟื้นคืนชีพกลับมา สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว ทำให้โฮล์มส์กับคู่หูต้องทำการสืบสวนที่มาของเรื่องเหนือธรรมชาติ และยับยั้งการฆาตกรรมที่ลอร์ดแบล็กวู้ดสั่งการ ตัวหนังดูสนุก มีสไตล์ส่วนตัวชัดเจน ทั้งยังมีอารมณ์ขันเสริมเพิ่มเข้ามา ทำให้เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เวอร์ชั่นนี้ครบเครื่อง หลายบนอาจมองว่าคล้ายเจมส์ บอนด์ ซึ่งก็ไม่ปฏิเสธ แต่เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ดูสนุกกว่ามาก หนังให้ภาพคล้าย Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street ของทิม เบอร์ตัน เนื่องจากพื้นเรื่องนั้นอยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน คือ ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จัดว่าอลังการสวยงามมากทีเดียว สำหรับตัวผู้กำกับ กาย ริชชี่ นั้น หลังจากเสียเครดิตไปกับหนังยุคหลังอย่าง RocknRolla (2008) Revolver (2005) Swept Away (2002) เชื่อว่า เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เวอร์ชั่นล่าสุดคงจะกู้ชื่อเขากลับมาได้ระดับหนึ่ง การเปลี่ยนเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ให้เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ประหลาดๆ คล้ายกับที่จอห์นนี่ เด็ปป์ ทำในบทกัปตันแจ๊ค สแปโรว์ น่าจะโดนใจใครต่อใครไม่น้อยเลยทีเดียว และสิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลย คือสไตล์ของริชชี่ ความกวน เท่ ที่ได้เห็นใน Snatch (2000) Lock, Stock and Two Smoking Barrels (1998) ก็ถูกนำมาผสมผสานในเชอร์ล็อก โฮล์มส์ จนเรียกได้ว่าเป็นเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ฉบับ กาย ริชชี่ ดนตรีประกอบนั้น โดนเด่นตอนเปิดเรื่อง ฟังดูลึกลับ แต่เรียบง่าย เท่ดี แต่ก็แปลกใจที่ระหว่างเรื่องนั้นดนตรีกลับถูกกลืนหายไป ไม่โดดเด่น ทั้งที่มีความพยายามอย่างมาก เช่นฉากระเบิด แม้จะใช้เสียงดนตรีและภาพกำลังระเบิดตูมตาม คอนทราสแบบนี้ที่เคยถูกใช้ในหนังหลายเรื่อง แต่กลับดูไม่ถึง ความเป็นมา เชอร์ล็อก โฮลมส์ (Sherlock Holmes) เป็นนวนิยายสืบสวนหรือรหัสคดี ประพันธ์โดยนักเขียน นายแพทย์ชาวสก็อต นาม เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตัวละคร เชอร์ล็อก โฮลมส์ เป็นนักสืบชาวลอนดอนผู้ปราดเปรื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านทักษะการประมวลเหตุและผล โดยอาศัยหลักฐานและการสังเกตอันคาดไม่ถึงเพื่อคลี่คลายคดีต่างๆ ตามท้องเรื่อง โฮลมส์และหมอวัตสันรู้จักกันครั้งแรก เพราะต่างต้องการหาผู้แชร์ห้องพักในกรุงลอนดอนเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยห้องพักที่ทั้งสองเช่าเป็นบ้านของมิสซิสฮัดสัน ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 221 บี ซึ่งเลขที่บ้านนี้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เวอร์ชั่นล่าสุดด้วย บนถนนเบเกอร์ โดยพวกเขาเช่าพื้นที่ชั้นสองของบ้าน ส่วนมิสซิสฮัดสันอาศัยอยู่ชั้นล่าง และทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารเช้าให้พวกเขาด้วย หมอวัตสันเคยย้ายออกจากบ้านเช่านี้ไปเมื่อคราวแต่งงาน ทว่าหลังจากภริยาเสียชีวิต หมอวัตสันก็ย้ายกลับมาอยู่กับเชอร์ล็อก โฮลมส์อีก โคนัน ดอยล์ แต่งเรื่องเชอร์ล็อก โฮลมส์ ไว้ทั้งสิ้นเป็นเรื่องยาว 4 เรื่อง และเรื่องสั้น 54 เรื่อง เกือบทุกเรื่องเป็นการบรรยายโดยเพื่อนคู่หูของโฮลมส์ หมอวัตสัน ในจำนวนนี้ มี 2 เรื่องที่โฮลมส์เป็นผู้เล่าเรื่องเอง และอีก 2 เรื่องเล่าโดยบุคคลอื่น เรื่องสั้นสองเรื่องแรกตีพิมพ์ใน Beeton′s Christmas Annual ในปี ค.ศ. 1887 และ Lippincott′s Monthly Magazine ในปี ค.ศ. 1890 แต่หลังจากที่ชุดเรื่องสั้นลงพิมพ์เป็นคอลัมน์ประจำใน นิตยสารแสตรนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1891 นิยายเรื่องนี้ก็โด่งดังเป็นพลุแตก เหตุการณ์ในนิยายอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1878 ถึง ค.ศ. 1903 และคดีสุดท้ายเกิดในปี ค.ศ. 1914 เมื่อถูกถามว่า เชอร์ล็อก โฮลมส์ มีตัวตนจริงหรือไม่ เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ มักตอบว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างเชอร์ล็อก โฮลมส์ มาจากนายแพทย์โจเซฟ เบลล์ ผู้ซึ่งดอยล์เคยทำงานด้วยที่โรงพยาบาลเอดินเบิร์กรอยัล นายแพทย์เบลล์มีความสามารถในการหาข้อสรุปจากความสามารถในการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นอกจากนี้นายแพทย์เบลล์ยังมีความสนใจในอาชญากรรมและเคยช่วยเหลือตำรวจในการคลี่คลายคดีต่างๆ ด้วย ความโด่งดังของเชอร์ล็อก โฮลมส์ ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากเชื่อว่าเขามีตัวตนจริงและพากันเขียนจดหมายไปหา มีพิพิธภัณฑ์เชอร์ล็อก โฮลมส์ ตั้งขึ้นในตำแหน่งที่น่าจะเป็นบ้านในนวนิยายของเขาในกรุงลอนดอน นับเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นสำหรับตัวละครในนิยาย เรื่องราวของเชอร์ล็อก โฮลมส์ มีการนำไปดัดแปลงและแต่งเพิ่มเติมขึ้นใหม่อีกโดยนักเขียนคนอื่น ทั้งที่เขียนร่วมกับทายาทของโคนัน ดอยล์ และเขียนขึ้นใหม่เป็นเอกเทศ บทประพันธ์ของโคนัน ดอยล์ และนวนิยายที่แต่งขึ้นใหม่ ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ละครวิทยุ และสื่ออื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน จนกระทั่งเชอร์ล็อก โฮลมส์ ได้รับการบันทึกจากกินเนสส์บุ๊คว่าเป็น "ตัวละครที่มีผู้แสดงมากที่สุด" ภาพลักษณ์ของโฮลมส์กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักสืบ และส่งอิทธิพลต่อวรรณกรรมและการแสดงในประเภทรหัสคดีจำนวนมาก รู้จัก เชอร์ล็อก โฮลมส์ เชอร์ล็อก โฮลมส์ มีชื่อเต็มว่า วิลเลียม เชอร์ล็อก สก๊อต โฮลมส์ เป็นชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1854 มีนิสัยรักสันโดษ แต่ก็ยังไม่สันโดษเท่าพี่ชาย คือ ไมครอฟต์ โฮลมส์ ที่คอยช่วยเหลือเขาในบางคดี โฮลมส์มีรูปร่างสูง ผอม จมูกโด่งเป็นสันเหมือนเหยี่ยว มีความรู้รอบตัวในหลาย ๆ ด้านทั้ง เคมี ฟิสิกส์ และความรู้เกี่ยวกับพืชมีพิษตระกูลต่าง ๆ แต่เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์เลย และเขายังเก่งเรื่องเล่นไวโอลิน โฮลมส์มีอารมณ์แปลก ๆ บางครั้งก็เศร้าซึม พูดน้อย บางครั้งก็ร่าเริง หมอวัตสัน เพื่อนคู่หูของเชอร์ล็อก โฮลมส์ ได้บรรยายถึงลักษณะต่าง ๆ ของโฮลมส์เอาไว้ในบันทึกคดีคราวต่าง ๆ กัน เช่น ในเวลาที่กำลังครุ่นคิดเรื่องคดี โฮลมส์จะไม่ทานข้าวเช้า (จาก ตอน ช่างก่อสร้างเจ้าเล่ห์ (the Norwood Builder) ) โฮลมส์ชอบทำการทดลองเคมี แล้วทิ้งข้าวของในห้องกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ (จาก ตอน ปริศนาลายแทง (Musgrave Ritual) ) โฮลมส์สูบไปป์จัดมาก มักกลั่นแกล้งตำรวจโดยการให้ข้อมูลปลอมหรือปกปิดหลักฐานบางอย่าง แต่ก็มีความเป็นสุภาพบุรุษและให้เกียรติแก่สตรีอย่างสูง (จาก ตอน นายหน้าขู่กิน (Charles Augustus Milverton) ) แต่นิสัยที่หมอวัตสันเห็นว่าเลวร้ายและยอมรับไม่ได้เลย คือ การที่โฮลมส์ชอบเสพโคเคนกับมอร์ฟีน ซึ่งวัตสันเห็นว่าเป็นความชั่วประการเดียวที่โฮลมส์มี นอกจากนี้โฮลมส์ยังเป็นนักแสดงที่เก่งกาจ ดังปรากฏในตอน ซ้อนกล (the Dying Detective) และ จดหมายนัดพบ (the Reigate Squires) และตอนอื่น ๆ อีกหลายตอน เพื่อหันเหความสนใจของผู้ต้องสงสัย มิให้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักฐานบางอย่าง ในตอน สัญญานาวี (the Naval Treaty) โฮลมส์ได้แสดงให้เห็นว่าเขาชื่นชมนักอาชญวิทยาชาวฝรั่งเศส คือ Alphonse Bertillon ซึ่งเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพื่อช่วยระบุตัวตนของอาชญากร นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า โฮลมส์เป็นนักอ่าน นักศึกษา มีความรู้ด้านอาชญวิทยาอย่างกว้างขวาง และให้ความนิยมนับถือบรรดานักสืบผู้ชำนาญเป็นอย่างมาก ถึงแม้โฮลมส์จะชอบกลั่นแกล้งตำรวจ แต่เขาก็เป็นมิตรที่ดีของสก๊อตแลนด์ยาร์ดโดยเฉพาะสารวัตรเลสเตรด และมักยกความดีความชอบในคดีให้แก่ฝ่ายตำรวจอยู่เสมอ ในตอน สัญญานาวี โฮลมส์เคยบอกว่า ในบรรดาคดีที่เขาสะสาง 53 คดี เขายกความสำเร็จให้เพื่อนตำรวจไปเสีย 49 คดี คงมีแต่เพียงหมอวัตสันที่บรรยายถึงความสามารถของเขาผ่านทางบันทึกเท่านั้น โฮลมส์มีศัตรูตัวฉกาจ ชื่อ ศาสตราจารย์เจมส์ โมริอาร์ตี้ ศาสตราจารย์ผู้มีมันสมองปราดเปรื่องในด้านอาชญากรรม อีกทั้งยังเป็นตัวการเบื้องหลังในบางคดีที่เกิดขึ้นอีกด้วย คำพูดของโฮลมส์ที่ติดปากกันดี คือ "ถ้าเราตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทั้งหมดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ว่ามันจะดูเหลือเชื่อเพียงใด แต่มันก็เป็นความจริง" ความรู้ ความสามารถ และทักษะพิเศษ เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ได้บรรยายถึงพื้นฐานการศึกษาและทักษะของโฮลมส์ไว้ในนิยายตอนแรก ชื่อตอน แรงพยาบาท ว่า เขาเคยเป็นนักศึกษาสาขาเคมี ที่มีความสนอกสนใจไปสารพัด โดยเฉพาะวิชาความรู้ที่สามารถช่วยเหลือในการคลี่คลายคดีอาชญากรรม บันทึกคดีแรกของโฮลมส์ที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร คือ เรือบรรทุกนักโทษ (Gloria Scott) ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ทำให้โฮลมส์หันมายึดถืออาชีพนักสืบ เขามักใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ การสังเกตและการทดลอง มาใช้ประกอบในการพิจารณาคดีอาชญากรรมเสมอ แม้ว่าเขาจะชอบเก็บงำผลลัพธ์เอาไว้ และสร้างความประหลาดใจแก่ผู้อื่นโดยค่อย ๆ เผยปมของคดีให้ทราบทีละเล็กละน้อย นอกจากนี้ ในเรื่องยาว แรงพยาบาท (A Study in Scarlet) หมอวัตสันเคยประเมินทักษะต่าง ๆ ของโฮล์มส์ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ ความรู้ด้านวรรณกรรม — ไม่มี ความรู้ด้านปรัชญา — ไม่มี ความรู้ทางดาราศาสตร์ — ไม่มี ความรู้ด้านการเมือง — น้อยมาก ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ — ไม่แน่นอน ชำนาญพิเศษด้านพืชมีพิษและฝิ่น แต่ไม่มีความรู้ด้านการทำสวนเลย ความรู้ด้านธรณีวิทยา — ชำนาญ แต่มีข้อจำกัด สามารถบอกความแตกต่างระหว่างดินแต่ละชนิด เช่นหลังจากออกไปเดินเล่น สามารถระบุตำแหน่งที่ได้รับรอยเปื้อนดินบนกางเกงได้ว่ามาจากส่วนไหนของลอนดอน โดยดูจากสีและลักษณะของดิน ความรู้ด้านเคมี — ยอดเยี่ยม โฮลมส์ได้รับตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์จากสมาคมเคมีแห่งราชสำนักอังกฤษ ความรู้ด้านกายวิภาค — แม่นยำ แต่ไม่เป็นระบบ ความรู้ด้านอาชญวิทยา — กว้างขวาง ดูเหมือนจะรู้จักเหตุสะเทือนขวัญอย่างละเอียดทุกเรื่องในรอบศตวรรษ เล่นไวโอลินได้ดีมาก และยังเป็นเจ้าของไวโอลินสตราดิวาเรียส อันมีชื่อเสียง เป็นนักมวยและนักดาบ มีความรู้กฎหมายอังกฤษเป็นอย่างดี ตัวอย่าง ในตอน ความลับที่หุบเขาบอสคูมบ์ (The Boscombe Valley Mystery) โฮลมส์ได้แสดงให้เห็นถึงความรู้เกี่ยวกับยาสูบเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในตอน รหัสตุ๊กตาเต้นรำ (The Dancing Man) โฮลมส์ได้แสดงถึงทักษะและไหวพริบในการถอดรหัส ส่วนความสามารถในการปลอมแปลงตัวของโฮลมส์ได้ใช้ประโยชน์หลายครั้ง เช่น การปลอมเป็นกะลาสีในตอน จัตวาลักษณ์ (The Sign of the Four) เป็นนักบวชผู้ถ่อมตนใน เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย (A Scandle in Bohemie) เป็นคนติดยาใน ชายปากบิด (The Man with the Twisted Lip) เป็นพระชาวอิตาลีใน ปัจฉิมปัญหา (The Final Problem) หรือแม้แต่ปลอมเป็นผู้หญิงในตอน เพชรมงกุฎ (The Mazarin Stone) เป็นต้น อย่างไรก็ดี มีบางเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า หมอวัตสันประเมินโฮลมส์ผิดไปบ้าง เช่น เหตุการณ์ในตอน เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย ซึ่งโฮลมส์สามารถตระหนักถึงความสำคัญของเคานท์ฟอนแครมได้ทันที หรือในหลายๆ คราวที่โฮลมส์มักเอ่ยอ้างถึงถ้อยคำในพระคัมภีร์ไบเบิล เชกสเปียร์ หรือเกอเธ่ แต่กระนั้น โฮลมส์กลับเคยบอกกับหมอวัตสันว่า เขาไม่สนใจเลยว่าโลกหรือดวงอาทิตย์จะหมุนรอบใครกันแน่ เพราะมันไม่มีประโยชน์ต่อการคลี่คลายคดีสักนิด โฮลมส์มีความสามารถในการวิเคราะห์หลักฐานทางกายภาพอย่างถูกต้องแม่นยำ กระบวนการตรวจสอบหลักฐานของเขามีหลายกรรมวิธี เช่น การเก็บรอยรองเท้า รอยเท้าสัตว์ หรือรอยล้อรถจักรยาน เพื่อวิเคราะห์การกระทำใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการเกิดอาชญากรรม (เช่น ตอน แรงพยาบาท หรือ หมาผลาญตระกูล) หรือการวิเคราะห์ประเภทของยาสูบเพื่อระบุตัวตนของอาชญากร (เช่น ตอน จองเวร (The Resident Patient) หรือ หมาผลาญตระกูล) โฮลมส์เคยตรวจสอบร่องรอยผงดินปืน และเปรียบเทียบกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุ ทำให้แยกแยะได้ว่าฆาตกรมีสองคน (จาก ตอน จดหมายนัดพบ และ บ้านร้าง (The Empty House) ) นอกจากนี้ โฮลมส์ยังเป็นคนแรก ๆ ที่มีแนวคิดในการตรวจสอบลายนิ้วมืออีกด้วย (จาก ตอน ช่างก่อสร้างเจ้าเล่ห์) ในช่วงปีหลัง ๆ ระหว่างที่โฮลมส์หยุดพักผ่อนที่ซัสเซกส์ดาวน์ (ในตอน รอยเปื้อนที่สอง (The Second Stain) ) เขาได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งเพื่อบันทึกการสังเกตเรื่องวิถีชีวิตของผึ้ง ชื่อ "Practical Handbook of Bee Culture" นอกจากนี้ ยังมีงานเขียนด้านวิชาการอื่น ๆ ของโฮลมส์อีกหลายเล่ม เช่น "Upon the Distinction Between the Ashes of the Various Tobaccos" (การแยกแยะรายละเอียดระหว่างขี้เถ้าของยาสูบชนิดต่างๆ) หรือ บทความสองเรื่องเกี่ยวกับ "หู" ที่ได้เผยแพร่ใน Anthropological Journal เป็นต้น อาชีพของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ โฮลมส์ทำงานเพียงอย่างเดียว คือ เป็นนักสืบเชลยศักดิ์ หมายถึง เป็นนักสืบเอกชนที่ทำงานตามการว่าจ้างเป็นคราวๆ ไป อย่างไรก็ดี มีหลายครั้งที่โฮลมส์ทำคดีเพื่อช่วยเหลือเพื่อนตำรวจที่สก๊อตแลนด์ยาร์ด หรือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ลูกค้าส่วนใหญ่ของโฮลมส์เป็นผู้มีสตางค์ โฮลมส์จึงได้รับค่าจ้างอย่างงามจนสามารถใช้ชีวิตอย่างสบาย หมอวัตสันเคยเล่าไว้ในตอน ซ้อนกล เมื่อตอนที่เขาย้ายออกไปจากบ้านเช่า และโฮลมส์อาศัยอยู่เพียงลำพังว่า เงินค่าเช่าที่โฮลมส์จ่ายมิสซิสฮัดสันนั้นมากพอจะซื้อตึกหลังนั้นได้เลยทีเดียว ในตอน แผนผังเรือดำน้ำ โฮลมส์ได้รับของรางวัลจากการคลี่คลายคดีให้แก่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เป็นเข็มกลัดมรกต คราวหนึ่งเขาได้รับเหรียญทองคำเป็นที่ระลึกจากไอรีน อัดเลอร์ (ตอน เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย) อีกคราวหนึ่งในตอน โรงเรียนสำนักอธิการ (the Priory School) โฮลมส์ถึงกับถูมือด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อเห็นตัวเลขในเช็คที่ท่านดยุคสั่งจ่าย ที่หมอวัตสันเองยังตื่นเต้นตกใจ แต่แล้วโฮลมส์ก็ตบเช็คใบนั้นแล้วร้องว่า "กันยากจนจริงหนอ" ครอบครัว และความรัก โฮลมส์มีพี่ชายหนึ่งคน คือ ไมครอฟต์ โฮลมส์ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง แต่ไม่มีข้อมูลอื่นเกี่ยวกับครอบครัวของเขา นอกจากในเรื่องสั้นตอน ล่ามภาษากรีก ซึ่งโฮลมส์เอ่ยถึงย่าของตนว่าเป็นน้องสาวของเวอร์เน่ต์ (Vernet) ศิลปินชาวฝรั่งเศส โฮลมส์ไม่ได้แต่งงาน แต่เขาเคยมีความรักกับสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งต่อมาเกิดเหตุที่ทำให้ทั้งสองไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ และโฮลมส์ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนอีกเลย หญิงสาวผู้อยู่ในความทรงจำของโฮลมส์ผู้นั้นมีชื่อว่า ไอรีน อัดเลอร์ Young Sherlock Holmes ปี ค.ศ.1985 การขึ้นจอใหญ่ครั้งล่าสุดของตัวละครสุดคลาสสิก โดยเป็นการสร้างจากจินตนาการของทีมงานทั้งหมด เรื่องราวของโฮล์มส์ตอนวัยรุ่นที่ได้เจอกับ จอห์น วัตสัน ในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง และพวกเขาได้พบกับเงื่อนงำการฆาตกรรม ทั้งสองร่วมมือกับสืบคดี โดยการใช้หลักอนุมานอันชาญฉลาดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาในการแก้ไขคดี หนังได้สตีเว่น สปีลเบิร์ก มาอำนวยการสร้าง มี Chris Columbus ผู้กำกับ Home Alone 2 ภาคแรก และ Harry Potter 2 ภาคแรก มาเขียนบทให้ มี Barry Levinson กับตำแหน่งผู้กำกับ ถ้าเป็นคอทองแดงของนิยายชุดนี้คงมีโกรธเคืองกันมิใช่น้อย เพราะแค่การเจอกันของคู่หูก็มั่วสุดกู่ ดูกลายเป็น แฮรี่ พอตเตอร์ กับ รอน วีสลีย์ ยังไงงั้น ทั้งที่ความจริงทั้งคู่เจอกันตอนโตแล้ว แต่เอาจริงๆ แล้ว ถ้าไม่ใช่คอนิยายตัวจริง หนังเรื่องนี้ดูสนุกเพลิดเพลินดีครับ มีครบทุกรสชาติ และยังมีกลิ่นอายของหนังเด็กมากๆ ตัวละครโฮล์มส์ ก็มีเสน่ห์ดึงดูด หมอวัตสันก็เหมือนกัน เทียบกับเวอร์ชั่นล่าสุดแล้ว สนุกคนละแบบ | |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น