อานิสงส์สัมปทาน "โทลล์เวย์" โกยรายได้ "ล้างขาดทุน 5.6 พันล.-กินยาว 25 ปี"
เป็นข่าวร้ายส่งท้ายปีบีบหัวใจคนใช้รถยนต์มากที่สุด เมื่อบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ของตระกูล "พานิชชีวะ" ผู้รับสัมปทานโทลล์เวย์จากกรมทางหลวง (ทล.) ขึ้นค่าผ่านทางรวดเดียว 30 บาท หรือ 55% จาก 55 บาท เป็น 85 บาท (รถ 4 ล้อ) เมื่อ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามบันทึกข้อตกลงครั้งที่ 3 วันที่ 12 กันยายน 2550
แก้สัญญา 3 ครั้ง
ที่ผ่านมาสัญญาสัมปทานโทลล์เวย์ ถูกแก้ไข 3 ครั้ง แต่ละครั้งกรมทางหลวงเจรจาตาม พ.ร.บ.ทางหลวงสัมปทาน ไม่ได้ทำตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ซึ่งไม่ผิดเพราะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ว่าสามารถทำได้
ครั้งแรกวันที่ 21 เมษายน 2538 เปลี่ยนชื่อจาก "บจ.ทางยกระดับดอนเมือง" เป็น "บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง"
ครั้งที่ 2 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 สมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เนื่องจากบริษัทลงทุนสร้างเพิ่มต่อขยาย เส้นทางถึงอนุสรณ์สถาน และรัฐบาลแก้ปัญหาการเงินของบริษัทที่ได้รับความเสียหายจากรัฐไม่ทำตามสัญญา เช่น ไม่ได้ปรับค่าผ่านทางยุครัฐบาล "ชวน หลีกภัย" จากที่ต้องเก็บ 40 บาท แต่ให้เก็บ 30 บาท
โดยรัฐจัดหาเงินกู้ผ่อนปรนให้ 8,500 ล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท 3,000 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังถือหุ้น 40% จนบริษัทเพิ่มทุนได้ 4,500 ล้านบาท สร้างทางเชื่อมต่อกับทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ดินแดง แล้วขยายอายุสัมปทานอีก 7 ปี จากปี 2557 สิ้นสุดปี 2564 พร้อมปรับค่าผ่านทางใหม่
ครั้งที่ 3 วันที่ 12 กันยายน 2550 ที่นำไปสู่ปัญหาในขณะนี้ เกิดช่วงรอยต่อ รัฐบาล "ไทยรักไทย" กับรัฐบาล "คมช." ที่พลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ นั่งเป็น รมว.คมนาคม โดยเปิดโต๊ะเจรจากับโทลล์เวย์ช่วงปี 2548-2550 หลังบริษัท ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1 หมื่นล้านบาทจากผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ว่ากันว่าเบื้องหลังที่ผลการเจรจาต่อรองออกมาเข้าทางโทลล์เวย์ เป็นเพราะ "สมบัติ พานิชชีวะ" มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ "ชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์" อธิบดีกรมทางหลวงและปลัดกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น เป็นคนบ้านเดียวกันที่ตลาดบางลี่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
ทั้งขยายสัมปทานอีก 13 ปี จากปี 2564-2577 ปรับค่าผ่านทางใหม่แลกกับบริษัทยกเลิกข้อพิพาทและเรียกร้องทั้งหมด เช่น โลคอลโรด การไม่อนุมัติปรับขึ้นค่าผ่านทางในอดีต ก่อสร้างสะพานลอยแยกลาดพร้าวบนถนนวิภาวดี และแยกสุทธิสาร ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ย้ายสนามบินดอนเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ ฯลฯ
นอกจากนี้ กรมทางหลวงตกลงจะไม่เก็บเงินค่าผ่านทางช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต ตลอดอายุสัมปทาน และยกเลิกงานก่อสร้างทางเชื่อมที่แยกบางเขน แยกหลักสี่ และทางยกระดับเชื่อมทิศใต้ของสนามบินดอนเมือง ที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม
"หลังแก้สัญญาครั้งที่ 2 ปลายปี 2539 ปลายปี 2541 บริษัทเริ่มเก็บค่าผ่านทางตลอดสาย 43 บาท จริง ๆ ช่วงปี 2542-2547 จะต้องเก็บ 55 บาท แต่กรมไม่ให้ปรับ มาช่วงปี 2547-2552 จะต้องเก็บ 70 บาท แต่ปรับไม่ได้ตามสัญญาสัมปทานเดิมที่แก้ครั้งที่ 2 ทำให้บริษัทขาดทุนสะสม 5,600 ล้านบาท" "สมบัติ พานิชชีวะ" ประธานบริหาร บมจ.ทางยกระดับดอนเมืองกล่าวและว่า
บริษัทได้รับผลกระทบมากช่วงปี 2548-2550 จึงได้เจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาและได้ข้อตกลงร่วมกับกรมทางหลวงเป็นครั้งที่ 3 ปี 2550 บริษัทยอมเก็บค่าผ่านทางที่ลดลงจากสัญญาสัมปทานเดิม เป็นเวลา 5 ปี นับจาก 22 ธันวาคม 2547 ถึง 21 ธันวาคม 2552 โดยลดเหลือ 20 บาทตลอดสาย ในช่วงปลายปี 2547 เป็นเวลา 1 ปีเศษ และลดเหลือ 30 บาท อีกเกือบ 2 ปี จากนั้นเก็บ 55 บาทตลอดสาย จนถึง 21 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ทั้งที่ตามสัญญาเดิมจะต้องเก็บ 85 บาท
การปรับเปลี่ยนสัญญาไปมาหลายครั้ง ทำให้ "บริษัทวอเตอร์บาวน์" ผู้รับเหมาจากเยอรมนี หนึ่งในผู้ถือหุ้น ถึงกับมึน จนเป็นที่มาของการฟ้องเรียกค่าชดเชย 6 พันล้านบาท โดยฟ้องในฐานะผู้ลงทุน และใช้สิทธิตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พ.ศ. 2545 ที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าชดเชย 29 ล้านยูโร หรือ 1,600 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างอุทธรณ์ที่ศาลปกครองกลาง
รัฐแก้เกี้ยวช่องยกเลิกสัญญา
จนทำให้นายกฯ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นำมาโยงเป็นเรื่องเดียวกันกับการขึ้นค่าผ่านทางของโทลล์เวย์ว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกันหรือไม่ หวังลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์
"หากพบว่าเกี่ยวข้องกัน จะถือว่าบริษัทละเมิดสัญญาข้อ 6 ที่ระบุว่าต้องยกเลิกข้อพิพาททั้งหมด และนำไปสู่การยกเลิกสัญญาได้" นายกฯอภิสิทธิ์กล่าว
ทั้งที่รู้เต็มอกว่าหมดหนทางยับยั้งการขึ้นค่าผ่านทางได้ เนื่องจากข้อสัญญาไม่เปิดช่องให้ เพราะข้อพิพาทของวอเตอร์บาวน์เกิดขึ้นในฐานะผู้เข้ามาลงทุนในประเทศฟ้องรัฐบาลไทย ไม่ได้ฟ้องกรมทางหลวงคู่สัญญา
ที่สำคัญปัจจุบันวอเตอร์บาวน์ไม่ได้เป็น ผู้ถือหุ้นในบริษัทโทลล์เวย์แล้ว เพราะขายหุ้นให้โทลล์เวย์ไปเมื่อ 3 ธันวาคม 2549 ขณะที่กรมทางหลวงเซ็นสัญญาข้อตกลงฉบับที่ 3 เมื่อ 12 กันยายน 2550 จึงไม่มีผลอะไรต่อกัน ขณะที่ศาลปกครองกลางก็ได้ยกคำฟ้องแล้วเรื่องการขอระงับขึ้น ค่าผ่านทางไปแล้ว
เช่นเดียวกับที่ รมว.คมนาคม "โสภณ ซารัมย์" ไม่สามารถทำอะไรได้ แค่สั่งการให้กรมทางหลวงตรวจสอบการต่อสัญญาว่าถูกต้องหรือไม่ และมีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง
รายได้เพิ่ม 8% กินยาวอีก 25 ปี
ในส่วนของ "โทลล์เวย์" นั้น หลังการปรับขึ้นค่าผ่านทางใหม่ แม้การจราจรจะหายไป 32% หรือ 26,000 คัน/วัน จาก 80,000 คัน/วัน แต่กลับมีรายได้เพิ่มขึ้น 8% จาก 4 ล้านบาท/วัน เป็น 4.4 ล้านบาท/วัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
"อีก 3-6 เดือน จะดูว่าควรมีโปรโมชั่น อะไรบ้าง ตอนนี้ยังประเมินไม่ได้ แต่คาดว่าปีหน้าบริษัทจะมีกำไรเพิ่มอีก 200 ล้านบาท จากปีนี้ 400 ล้านบาท เป็น 600 ล้านบาท และน่าจะเป็นแบบนี้ไปตลอดอายุสัมปทานที่เหลือ 25 ปี" เจ้าพ่อ "โทลล์เวย์" กล่าวและว่า
อีก 7 ปีข้างหน้า บริษัทจะล้างขาดทุนสะสม 5,600 ล้านบาทได้ โดยปีหน้าจะมีเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้แล้ว หลังจากไม่เคยจ่ายเลย เพราะขาดทุนมาตลอด 20 ปี สำหรับผู้ถือหุ้นปัจจุบันตระกูลพานิชชีวะ ถือหุ้น 31% บริษัทแบ็บค็อก แอนด์ บราวน์ โทลิส โรดส์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) 30% กระทรวงการคลัง 25% ที่เหลือเป็นรายย่อย
"สมบัติ" เปรย ๆ ว่า "การขยายสัมปทาน ทำให้มีรายได้ระยะยาว กินถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะต่อไปเศรษฐกิจโต คนเดินทางไปทางเหนือจะใช้โทลล์เวย์มากขึ้น
แสดงว่าช่วงเวลาที่เจ้าพ่อ "โทลล์เวย์" รอคอยใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว เพราะนับจากวินาทีนี้ไปจะมีแต่กำไรตลอด 25 ปีที่เหลือ จากเคยมีรายได้เฉลี่ยปีละ 1,500 ล้านบาท ก็จะเพิ่มเป็นหลายพันล้านบาท/ปี เพราะจะปรับค่าผ่านทางเพิ่มทุก ๆ 5 ปี จนกว่าสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2577
หน้า 6
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02rea01281252§ionid=0217&day=2009-12-28
--
http://www.pridiinstitute.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น