MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การสัมมนาวิชาการ "เศรษฐศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด"

สัมมนาเดือนมกราคม 2553
การสัมมนาวิชาการ "เศรษฐศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด"
วันที่ : วันที่ 18 มกราคม 2553
เวลา : 13.30 - 16.00 น.
โดย : รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ นักวิชาการอิสระ
ดำเนินรายการโดย : อ.ดร.ประชา คุณธรรมดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สถานที่ : ณ...........(ศูนย์รังสิต)
การสัมมนาวิชาการ "การประยุกต์การประมาณค่าแบบหดตัวบนแบบจำลอง" (Vector Autoregression)
วันที่ : วันที่ 11 มกราคม 2553
เวลา : 13.30 – 16.30 น.
โดย : โดย อ.ภาวิน ศิริประภานุกูล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ดำเนินรายการ : ผศ.ดร.สิทธิศักดิ์ ลีลหานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สถานที่ : ณ ห้องประชุม ชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เรื่องย่อ : เรามองความสามารถในการพยากรณ์ของแบบจำลองในลักษณะ Bayesian VAR ที่เหนือกว่าแบบจำลอง VAR ปกติ ว่าเป็นผลมาจากการลดลงของ Variance ในค่าการพยากรณ์ ซึ่งทำให้เราทดลองนำเอาวิธีการประมาณค่ารูปแบบอื่นๆซึ่งส่งผลให้ค่า Variance ในค่าพยากรณ์ลดลงเช่นเดียวกันมาประยุกต์ใช้กับแบบจำลอง VAR หลังจากนั้นเราได้เปรียบเทียบความสามารถในการพยากรณ์ของวิธีการประมาณค่า เหล่านี้กับแบบจำลอง Bayesian, VAR เราพบว่าผลลัพธ์การศึกษาของเราสนับสนุนข้อสมมุติฐานข้างต้น
  • ผู้สนใจสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณ เบญญาภา วิศาลเจริญยิ่ง
    โทรศัพท์ 02-613-2404 หรือ benyapha@econ.tu.ac.th

     


  • --
    twitter
    mondayblog /senateblog
    tuesdayblog/designblog
    wednesdayblog/senateblog
    thursdayblog/blog1951/sunnews9
    fridayblog/9fridayblog
    saturdayblog /kratongblog
    sundayblog /chun1951
    http://www.sahavicha.com
    http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

    วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

    ว่าด้วยเอกสารลับ! ลับมาก! และลับที่สุด!!

    วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:30:22 น.  มติชนออนไลน์

    ว่าด้วยเอกสารลับ! ลับมาก! และลับที่สุด!!

    โดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ 


     เรื่องเอกสาร"ลับมาก"ของกระทรวง การต่างประเทศที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)นำมาเผยแพร่โดยอ้างว่า เป็นการวางแผนฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ยังคงเป็นประเด็นข่าวอย่างต่อเนื่อง


    แต่ผู้คนสับสนกันมากคือ  เอกสารลับของราชการ ตามคำนิยามของกฎหมายคือ อะไร  มีวิธีการอย่างไรในการกำหนดชั้นความลับ และผู้ที่นำเอกสารลับไปเปิดเผยมีโทษทางอาญาหรือไม่


    เมื่อพลิกดูระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการพ.ศ.2544 (ใช้บังคับแทนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2517 ในส่วนเฉพาะข้อมูลข่าวสาร- ต่อมามีการตราระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2552 ใช้บังคับแทนทั้งหมด) พบนิยามศัพท์ที่น่าสนใจดังนี้


    "ข้อมูลข่าวสารลับ" หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 14 (เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์) หรือมาตรา 15 (มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายฯลฯ)ที่มีคำสั่งไม่ให้เปิดเผยและอยู่ในความครอบครองหรือ ควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ ฯซึ่งมีการกำหนดให้มีชั้นความลับเป็น ชั้นลับ ชั้นลับมาก หรือชั้นลับที่สุด


    "ประโยชน์แห่งรัฐ" หมายความว่า การดำเนินงานของรัฐที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ของเอกชนประกอบ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐที่เกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศหรือ ระหว่างประเทศ การป้องกันประเทศ เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพลังงาน และสิ่งแวดล้อม
    ส่วนประเภทชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ


     1.ลับที่สุด (TOP SECRET) หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจะก่อให้เกิดความ เสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรงที่สุด


    2.ลับมาก (SECRET)หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรง


    3.ลับ (CONFIDENTIAL)หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐ


    สำหรับวิธีการกำหนดชั้นความลับว่า ข้อมูลข่าวสารใดอยู่ในชั้นใดนั้น


    1.ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดชั้นความลับ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบการกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับนั้นด้วย ว่า เป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด


    2.การกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับที่มีชั้นความลับหลายชั้น ในเรื่องเดียวกันให้กำหนดชั้นความลับเท่ากับชั้นความลับสูงสุดที่มีอยู่ใน ข้อมูลข่าวสารลับนั้น


    3.ในกรณีที่กำหนดให้ข้อมูลข่าวสารลับที่มีชั้นความลับต่ำ แต่จำเป็นต้องอ้างอิงข้อความจากข้อมูลข่าวสารที่มีชั้นความลับสูงกว่า ต้องพิจารณาถึงเนื้อหาที่อ้างถึงนั้นว่าจะไม่ทำให้ข้อมูลข่าวสารที่ชั้นความ ลับสูงกว่ารั่วไหล


    4.ให้นายทะเบียนจดแจ้งเหตุผลประกอบการกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าว สารลับไว้ในทะเบียนควบคุมข้อมูลข่าวสารลับ แต่ถ้าเหตุผลนั้นมีรายละเอียดมากหรือเหตุผลนั้นบางส่วนมีชั้นความลับสูงกว่า ชั้นความลับของทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับให้บันทึกเหตุผลย่อไว้ในทะเบียนควบ คุมข้อมูลข่าวสารลับฯ

    อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้อยู่ในชั้นความลับใด ให้พิจารณาถึงองค์ประกอบต่อไปนี้ เช่น


    1. ความสำคัญของเนื้อหา 2.แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสาร 3.วิธีการนำไปใช้ประโยชน์ 4.จำนวนบุคคลที่ควรรับทราบ 5.ผลกระทบหากมีการเปิดเผย 6.หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในฐานะเจ้าของเรื่องหรือผู้อนุมัติ


    เมื่อดูจากระเบียบดังกล่าวแล้ว การกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสาร แม้เป็นดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆด้วย เช่น การเปิดเผยจะเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของรัฐในระดับใด เช่น ความมั่นคง การป้องกันประเทศ เศณษฐกิจ หรืออื่นๆ ไม่ใช่ตีตราลับกันตามอำเภอใจหรือตามความเคยชินเพียงอย่างเดียว


    สำหรับบทลงโทษในการนำเอาเอกสารลับไปเปิดเผยนั้น  ถ้าเป็นข้าราชการต้องถูกลงโทษทางวินัยอยู่แล้ว แต่ในทางอาญาไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ แต่อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ดังนี้


     มาตรา 123  ผู้ ใด กระทำการใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใดๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี


    มาตรา 124 ผู้ใด กระทำการใดๆ เพื่อให้ผู้อื่นล่วงรู้หรือได้ไปซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใดๆอันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี


    ถ้าความผิดนั้นได้กระทำในระหว่างประเทศอยู่ในการรบหรือการสงคราม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 15 ปี

     

    ถ้าความผิดดังกล่าวมาในสองวรรคก่อน ได้กระทำเพื่อให้รัฐต่างประเทศได้ประโยชน์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต


    จากบทบัญญัติดังกล่าวต้องพิจารณาว่า  เอกสาร"ลับมาก"นั้น เป็นการเอกสารที่มีเนื้อหาที่เปิดเผยไปแล้วมีผลกระทบต่อ"ความปลอดภัยของ ประเทศ"หรือไม่ด้วย จึงจะเข้าองค์ประกอบของความผิด


    ลำพังเฉพาะการเป็นเอกสาร"ลับมาก" แต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ดังกล่าว


    นอกจากนั้น ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540  ข้อมูลข่าวสารแม้ตีตรา"ลับมาก"หรือ"ลับที่สุด" แม้ยังมิได้ยกเลิกชั้นความลับ แต่ถ้าถูกนำมาเผยแพร่แล้ว เท่ากับชั้นความลับถูกยกเลิกโดยปริยาย


    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261905603&grpid=&catid=02

    --
    http://www.pridiinstitute.com
    http://twitter.com/sweetblog
    http://twitter.com/oknewsblog
    http://twitter.com/okblogger
    http://twitter.com/sat191
    http://www.pacc.go.th/
    http://twitter.com/okblogchan
    http://twitter.com/sun1951
    http://twitter.com/smeblogger
    http://twitter.com/seminarblog
    http://twitter.com/sunnewsblog
    http://twitter.com/okworldblog
    http://twitter.com/ktblogger

    เจาะเบื้องลึกเลือกเลขาฯ กบข.คนใหม่ "โสภาวดี" มาตามโผเบียดคู่แข่ง 6 คน

    วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4170 ประชาชาติธุรกิจ
    เจาะเบื้องลึกเลือกเลขาฯ กบข.คนใหม่ "โสภาวดี" มาตามโผเบียดคู่แข่ง 6 คน
    ภายหลังจากที่ "วิสิฐ ตันติสุนทร" ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง "เลขาธิการ" กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นเวลาเกือบ 6 เดือนนั้น ในที่สุดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ กบข. เรียกประชุมบอร์ด กบข.นัดพิเศษเพื่อพิจารณาคัดเลือกเลขาธิการ กบข.คนใหม่ตามที่ว่าจ้างให้บริษัท พีเอ บาลานซ์ สรรหามาให้เลือก 7 คน โดยใช้เวลาประชุมนานเกือบ 2 ชั่วโมง ก็โหวตเลือก "โสภาวดี เลิศมนัสชัย" รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้นั่งเก้าอี้ "เลขาธิการ กบข." ด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามข่าวสะพัดที่ออกมาหลายระลอกในช่วงก่อนหน้านี้หากย้อนไปเมื่อประชุมบอร์ด กบข. ครั้งก่อนหน้านี้ (14 ธ.ค.) ซึ่งมี "เบญจวรรณ สร่างนิทร" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นประธานคณะอนุกรรมการสรรหาเลขาธิการ กบข. แจ้งในที่ประชุมนี้ว่า ได้รับรายชื่อผู้สมัครเพิ่มเติมชุดที่ 2 จากพีเอ บาลานซ์แล้ว แต่ ยังไม่ได้ให้ผู้สมัครมาสัมภาษณ์เพื่อแสดงวิสัยทัศน์การบริหาร กบข. จึงเสนอรายชื่อผู้สมัครให้ที่ประชุมบอร์ดพิจารณาไม่ได้ปรากฏว่าในวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา "เบญจวรรณ" ได้เรียกผู้สมัครชุดที่ 2 จำนวน 4 คน มาสัมภาษณ์ที่สำนักงาน ก.พ. ได้แก่ น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ, ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้ช่วยเลขาธิการ กบข., นายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร.ชัยพัฒน์ สหัสกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า และทันทีที่ได้รับแจ้งว่า ประธานคณะกรรมการสรรหาฯพิจารณาคุณสมบัติ ผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะเสนอรายชื่อผู้สมัครให้บอร์ด กบข.พิจารณา ปลัดคลัง "สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์" ในฐานะประธานบอร์ด กบข. ได้ออกหนังสือเรียกประชุมบอร์ด กบข.นัดพิเศษในวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาคัดเลือกเลขาธิการ กบข.โดยไม่ส่งรายชื่อหรือรายละเอียดข้อมูลประวัติการทำงานของผู้สมัครให้พิจารณาก่อนเมื่อถึงวันประชุมบอร์ด กบข. "สถิตย์" จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่แจกกระดาษรายชื่อผู้สมัครทั้ง 7 คน ให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก โดยไม่ได้แนบประวัติการทำงาน หรือการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร ทำเอาผู้เข้าประชุมบอร์ดเกิดอาการมึนงง ว่าจะให้เลือกจากอะไร เพราะผู้สมัครทั้งหมดไม่เคยมาแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมบอร์ด แม้จะมีการแสดงวิสัยทัศน์ต่อเลขาธิการ ก.พ.แต่ก็ไม่มีการแนบข้อมูลมาให้พิจารณา จึงมีบอร์ดบางท่านลุกขึ้นซักถาม "ประธานบอร์ด" และขอให้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ให้ทราบก่อนจะลงคะแนนโหวตเลือก เมื่อ "สถิตย์" ตอบข้อซักถามต่าง ๆ แล้ว จึงให้เวลาผู้เข้าร่วมประชุมทำเครื่องหมายเลือกผู้สมัครเพียง 1 ท่าน จากรายชื่อ 7 ท่าน และให้เจ้าหน้าที่ กบข.เก็บกระดาษที่แจกในที่ประชุมส่งมาที่ "ประธาน" เป็นผู้เปิดดูคะแนนโหวตพร้อมกับประกาศว่า "โสภาวดี" ได้รับโหวตเกินกว่าครึ่งของบอร์ดในวันนั้น แต่ก็ยังต้องมีการทำสัญญาว่าจ้างและเจรจาเงินเดือนกันต่อไป ซึ่งน่าจะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดอีกครั้งในต้นเดือน ม.ค.ที่จะถึงนี้ ก่อนจะประกาศเป็นทางการสำหรับ "โสภาวดี" แล้ว ในปีนี้ดูจะมีกระแสคลื่นใหญ่ ๆ ที่เข้ามาถึงตัว ทั้งเรื่องเป็นประธานตรวจสอบการทุจริตของผู้บริหาร ในธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และเรื่องที่สำคัญที่ผู้จัดการ ตลท. ไม่ต่ออายุการทำงานให้กับลูกหม้อระดับรองผู้จัดการซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี "โสภาวดี" รวมอยู่ด้วย จนกระทั่งบอร์ด ตลท.ต้องเข้ามา ยุติปัญหาด้วยการต่ออายุให้ทำงานโดยว่าจ้างเป็นสัญญา ซึ่งคาดว่า "โสภาวดี"จะหมดสัญญาว่าจ้างสิ้นปีนี้ ดังนั้น "เลขาธิการ กบข.คนใหม่" ก็คงเริ่มทำงานอย่างเร็วสุดกลางเดือน ม.ค.ปีเสือ ความท้าทายพิสูจน์ฝีมือทั้งการบริหารคนในองค์กรและการรับมือกับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.รออยู่ข้างหน้าแล้ว
    หน้า 12
    http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02fin02281252&sectionid=0206&day=2009-12-28

    ชูธีม"คิดต่างอย่างสมดุล"สถาปนิก"53ขนแบบรัฐสภาใหม่โชว์

    วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4170 ประชาชาติธุรกิจ ชูธีม"คิดต่างอย่างสมดุล"สถาปนิก"53ขนแบบรัฐสภาใหม่โชว์
    สมาคมสถาปนิกสยามฯ ดีเดย์จัดงานใหญ่ "สถาปนิก"53" 30 เม.ย.-5 พ.ค.ปีหน้า ชูธีม "คิดต่างอย่างสมดุล" เตรียมนำแบบประกวดรัฐสภาใหม่ทั้งหมดโชว์ฉวยจังหวะเวลาเดียวกับที่ได้รับจัดงานประชุมสหพันธ์สถาปนิกโลกใช้เป็นเวทีโชว์ศักยภาพงานสถาปัตยกรรมไทยนายทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า สมาคมได้กำหนดจัดงานแสดงเทคโนโลยีด้านสถาปัตยกรรม "งานสถาปนิก"53" ขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน-5 พฤษภาคม 2553 ภายในอาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ภายใต้ธีมงาน "คิดต่างอย่างสมดุล" (Think Equilibrium) สื่อความหมายถึงการผสมผสานสิ่งต่าง ๆ ในงานสถาปัตยกรรมอย่างสมดุล โดยครั้งนี้จะถือเป็นการยกระดับงานสถาปนิกขึ้นไปอีกขั้น เนื่องจากจะตรงกับช่วงเวลาที่ สมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้รับเกียรติให้เป็น เจ้าภาพจัดการประชุม "UIA Forum" (Union International Architect Forum) หรือการประชุมสหพันธ์สถาปนิกโลกเป็นครั้งแรก ซึ่งจะมีนายกฯและกรรมการสมาคมสถาปนิกจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมประชุมการจัดประชุม UIA Forum จะเริ่มต้นในวันที่ 28-30 เมษายน 2553 สมาคมจึงคาดหวังจะใช้งานนี้เป็นเวทีโชว์ศักยภาพสถาปนิกไทย สิ่งที่เตรียมไว้คือจะจัดโปรแกรมนำผู้เข้าร่วมประชุมไปชมอาคารต่าง ๆ ที่ได้รับรางวัล อาทิ รีสอร์ตในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ รวมถึงจะมีการหารือร่วมกับผู้แทนสมาคมสถาปนิกจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อนำหลักเกณฑ์ออกแบบอาคารเขียว (อาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม)ซึ่งปัจจุบันสมาคมสถาปนิกสยามฯและวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์อยู่ระหว่างการหลักเกณฑ์มีความคืบหน้าแล้วประมาณ 80% นำมาหารือร่วมกันเพื่อยกระดับหลักเกณฑ์ออกแบบอาคารเขียวให้เป็นที่ยอมรับของทั้ง 3 ประเทศ "เราต้องใช้การจัดประชุมและงานสถาปนิก"53 เป็นเวทีแสดงศักยภาพสถาปนิกไทย เพราะในปี 2558 จะเป็น ปีแรกที่มีการเปิดเขตการค้าเสรีวิชาชีพสถาปัตยกรรม ดังนั้นเราต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองในการออกไปรับงานออกแบบใน ต่างประเทศ โดยการสื่อสารให้เห็นถึงฝีมือและศักยภาพของสถาปนิกไทย" นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯกล่าวต่อว่า การจัดงานสถาปนิก"53 สมาคมได้รับอนุมัติจากรัฐสภาให้นำแบบอาคารรัฐสภาใหม่ทั้งหมดที่ส่งเข้าประกวดตั้งแต่รอบแรกมาจัดแสดงภายในงาน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมีโอกาสได้ชมแบบอาคารต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันได้เรียนเชิญสถาปนิกชั้นนำระดับโลกมาร่วมเป็นวิทยากรในงานเสวนาที่เตรียมจัดขึ้น เบื้องต้นได้รับการตอบรับแล้ว 8 ราย ส่วนของพื้นที่จัดงานในปีนี้ ล่าสุดมีผู้แสดงสินค้าสนใจจองพื้นที่แล้วประมาณ 80% ของทั้งหมด โดยผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและตกแต่งส่วนใหญ่ยังคงแสดงความสนใจเข้าร่วมงาน เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยสมาคมกำหนดค่าใช้จ่ายการจองพื้นที่เท่ากับปีก่อน คือเฉลี่ยตารางเมตรละ 8,000 บาท
    หน้า 6
    http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02rea02281252&sectionid=0217&day=2009-12-28

    อานิสงส์สัมปทาน "โทลล์เวย์" โกยรายได้ "ล้างขาดทุน 5.6 พันล.-กินยาว 25 ปี"

    วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4170  ประชาชาติธุรกิจ


    อานิสงส์สัมปทาน "โทลล์เวย์" โกยรายได้ "ล้างขาดทุน 5.6 พันล.-กินยาว 25 ปี"




    เป็นข่าวร้ายส่งท้ายปีบีบหัวใจคนใช้รถยนต์มากที่สุด เมื่อบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ของตระกูล "พานิชชีวะ" ผู้รับสัมปทานโทลล์เวย์จากกรมทางหลวง (ทล.) ขึ้นค่าผ่านทางรวดเดียว 30 บาท หรือ 55% จาก 55 บาท เป็น 85 บาท (รถ 4 ล้อ) เมื่อ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามบันทึกข้อตกลงครั้งที่ 3 วันที่ 12 กันยายน 2550

    แก้สัญญา 3 ครั้ง

    ที่ผ่านมาสัญญาสัมปทานโทลล์เวย์ ถูกแก้ไข 3 ครั้ง แต่ละครั้งกรมทางหลวงเจรจาตาม พ.ร.บ.ทางหลวงสัมปทาน ไม่ได้ทำตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ซึ่งไม่ผิดเพราะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ว่าสามารถทำได้

    ครั้งแรกวันที่ 21 เมษายน 2538 เปลี่ยนชื่อจาก "บจ.ทางยกระดับดอนเมือง" เป็น "บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง"

    ครั้งที่ 2 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 สมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เนื่องจากบริษัทลงทุนสร้างเพิ่มต่อขยาย เส้นทางถึงอนุสรณ์สถาน และรัฐบาลแก้ปัญหาการเงินของบริษัทที่ได้รับความเสียหายจากรัฐไม่ทำตามสัญญา เช่น ไม่ได้ปรับค่าผ่านทางยุครัฐบาล "ชวน หลีกภัย" จากที่ต้องเก็บ 40 บาท แต่ให้เก็บ 30 บาท

    โดยรัฐจัดหาเงินกู้ผ่อนปรนให้ 8,500 ล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท 3,000 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังถือหุ้น 40% จนบริษัทเพิ่มทุนได้ 4,500 ล้านบาท สร้างทางเชื่อมต่อกับทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ดินแดง แล้วขยายอายุสัมปทานอีก 7 ปี จากปี 2557 สิ้นสุดปี 2564 พร้อมปรับค่าผ่านทางใหม่

    ครั้งที่ 3 วันที่ 12 กันยายน 2550 ที่นำไปสู่ปัญหาในขณะนี้ เกิดช่วงรอยต่อ รัฐบาล "ไทยรักไทย" กับรัฐบาล "คมช." ที่พลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ นั่งเป็น รมว.คมนาคม โดยเปิดโต๊ะเจรจากับโทลล์เวย์ช่วงปี 2548-2550 หลังบริษัท ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1 หมื่นล้านบาทจากผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น



    ว่ากันว่าเบื้องหลังที่ผลการเจรจาต่อรองออกมาเข้าทางโทลล์เวย์ เป็นเพราะ "สมบัติ พานิชชีวะ" มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ "ชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์" อธิบดีกรมทางหลวงและปลัดกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น เป็นคนบ้านเดียวกันที่ตลาดบางลี่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

    ทั้งขยายสัมปทานอีก 13 ปี จากปี 2564-2577 ปรับค่าผ่านทางใหม่แลกกับบริษัทยกเลิกข้อพิพาทและเรียกร้องทั้งหมด เช่น โลคอลโรด การไม่อนุมัติปรับขึ้นค่าผ่านทางในอดีต ก่อสร้างสะพานลอยแยกลาดพร้าวบนถนนวิภาวดี และแยกสุทธิสาร ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ย้ายสนามบินดอนเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ ฯลฯ

    นอกจากนี้ กรมทางหลวงตกลงจะไม่เก็บเงินค่าผ่านทางช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต ตลอดอายุสัมปทาน และยกเลิกงานก่อสร้างทางเชื่อมที่แยกบางเขน แยกหลักสี่ และทางยกระดับเชื่อมทิศใต้ของสนามบินดอนเมือง ที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม

    "หลังแก้สัญญาครั้งที่ 2 ปลายปี 2539 ปลายปี 2541 บริษัทเริ่มเก็บค่าผ่านทางตลอดสาย 43 บาท จริง ๆ ช่วงปี 2542-2547 จะต้องเก็บ 55 บาท แต่กรมไม่ให้ปรับ มาช่วงปี 2547-2552 จะต้องเก็บ 70 บาท แต่ปรับไม่ได้ตามสัญญาสัมปทานเดิมที่แก้ครั้งที่ 2 ทำให้บริษัทขาดทุนสะสม 5,600 ล้านบาท" "สมบัติ พานิชชีวะ" ประธานบริหาร บมจ.ทางยกระดับดอนเมืองกล่าวและว่า

    บริษัทได้รับผลกระทบมากช่วงปี 2548-2550 จึงได้เจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาและได้ข้อตกลงร่วมกับกรมทางหลวงเป็นครั้งที่ 3 ปี 2550 บริษัทยอมเก็บค่าผ่านทางที่ลดลงจากสัญญาสัมปทานเดิม เป็นเวลา 5 ปี นับจาก 22 ธันวาคม 2547 ถึง 21 ธันวาคม 2552 โดยลดเหลือ 20 บาทตลอดสาย ในช่วงปลายปี 2547 เป็นเวลา 1 ปีเศษ และลดเหลือ 30 บาท อีกเกือบ 2 ปี จากนั้นเก็บ 55 บาทตลอดสาย จนถึง 21 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ทั้งที่ตามสัญญาเดิมจะต้องเก็บ 85 บาท



    การปรับเปลี่ยนสัญญาไปมาหลายครั้ง ทำให้ "บริษัทวอเตอร์บาวน์" ผู้รับเหมาจากเยอรมนี หนึ่งในผู้ถือหุ้น ถึงกับมึน จนเป็นที่มาของการฟ้องเรียกค่าชดเชย 6 พันล้านบาท โดยฟ้องในฐานะผู้ลงทุน และใช้สิทธิตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พ.ศ. 2545 ที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าชดเชย 29 ล้านยูโร หรือ 1,600 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างอุทธรณ์ที่ศาลปกครองกลาง

    รัฐแก้เกี้ยวช่องยกเลิกสัญญา

    จนทำให้นายกฯ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นำมาโยงเป็นเรื่องเดียวกันกับการขึ้นค่าผ่านทางของโทลล์เวย์ว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกันหรือไม่ หวังลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์

    "หากพบว่าเกี่ยวข้องกัน จะถือว่าบริษัทละเมิดสัญญาข้อ 6 ที่ระบุว่าต้องยกเลิกข้อพิพาททั้งหมด และนำไปสู่การยกเลิกสัญญาได้" นายกฯอภิสิทธิ์กล่าว

    ทั้งที่รู้เต็มอกว่าหมดหนทางยับยั้งการขึ้นค่าผ่านทางได้ เนื่องจากข้อสัญญาไม่เปิดช่องให้ เพราะข้อพิพาทของวอเตอร์บาวน์เกิดขึ้นในฐานะผู้เข้ามาลงทุนในประเทศฟ้องรัฐบาลไทย ไม่ได้ฟ้องกรมทางหลวงคู่สัญญา

    ที่สำคัญปัจจุบันวอเตอร์บาวน์ไม่ได้เป็น ผู้ถือหุ้นในบริษัทโทลล์เวย์แล้ว เพราะขายหุ้นให้โทลล์เวย์ไปเมื่อ 3 ธันวาคม 2549 ขณะที่กรมทางหลวงเซ็นสัญญาข้อตกลงฉบับที่ 3 เมื่อ 12 กันยายน 2550 จึงไม่มีผลอะไรต่อกัน ขณะที่ศาลปกครองกลางก็ได้ยกคำฟ้องแล้วเรื่องการขอระงับขึ้น ค่าผ่านทางไปแล้ว

    เช่นเดียวกับที่ รมว.คมนาคม "โสภณ ซารัมย์" ไม่สามารถทำอะไรได้ แค่สั่งการให้กรมทางหลวงตรวจสอบการต่อสัญญาว่าถูกต้องหรือไม่ และมีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง

    รายได้เพิ่ม 8% กินยาวอีก 25 ปี

    ในส่วนของ "โทลล์เวย์" นั้น หลังการปรับขึ้นค่าผ่านทางใหม่ แม้การจราจรจะหายไป 32% หรือ 26,000 คัน/วัน จาก 80,000 คัน/วัน แต่กลับมีรายได้เพิ่มขึ้น 8% จาก 4 ล้านบาท/วัน เป็น 4.4 ล้านบาท/วัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    "อีก 3-6 เดือน จะดูว่าควรมีโปรโมชั่น อะไรบ้าง ตอนนี้ยังประเมินไม่ได้ แต่คาดว่าปีหน้าบริษัทจะมีกำไรเพิ่มอีก 200 ล้านบาท จากปีนี้ 400 ล้านบาท เป็น 600 ล้านบาท และน่าจะเป็นแบบนี้ไปตลอดอายุสัมปทานที่เหลือ 25 ปี" เจ้าพ่อ "โทลล์เวย์" กล่าวและว่า

    อีก 7 ปีข้างหน้า บริษัทจะล้างขาดทุนสะสม 5,600 ล้านบาทได้ โดยปีหน้าจะมีเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้แล้ว หลังจากไม่เคยจ่ายเลย เพราะขาดทุนมาตลอด 20 ปี สำหรับผู้ถือหุ้นปัจจุบันตระกูลพานิชชีวะ ถือหุ้น 31% บริษัทแบ็บค็อก แอนด์ บราวน์ โทลิส โรดส์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) 30% กระทรวงการคลัง 25% ที่เหลือเป็นรายย่อย

    "สมบัติ" เปรย ๆ ว่า "การขยายสัมปทาน ทำให้มีรายได้ระยะยาว กินถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะต่อไปเศรษฐกิจโต คนเดินทางไปทางเหนือจะใช้โทลล์เวย์มากขึ้น

    แสดงว่าช่วงเวลาที่เจ้าพ่อ "โทลล์เวย์" รอคอยใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว เพราะนับจากวินาทีนี้ไปจะมีแต่กำไรตลอด 25 ปีที่เหลือ จากเคยมีรายได้เฉลี่ยปีละ 1,500 ล้านบาท ก็จะเพิ่มเป็นหลายพันล้านบาท/ปี เพราะจะปรับค่าผ่านทางเพิ่มทุก ๆ 5 ปี จนกว่าสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2577

    หน้า 6
    http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02rea01281252&sectionid=0217&day=2009-12-28

    --
    http://www.pridiinstitute.com
    http://twitter.com/sweetblog
    http://twitter.com/oknewsblog
    http://twitter.com/okblogger
    http://twitter.com/sat191
    http://www.pacc.go.th/
    http://twitter.com/okblogchan
    http://twitter.com/sun1951
    http://twitter.com/smeblogger
    http://twitter.com/seminarblog
    http://twitter.com/sunnewsblog
    http://twitter.com/okworldblog
    http://twitter.com/ktblogger

    ประชาชาติธุรกิจเกาะ10เทรนด์ผู้บริโภคยุคฉลาดเลือก เอาใจยาก-ชอบสังคม-เน้นหรู/ไฮเทค

    วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4170 ประชาชาติธุรกิจเกาะ10เทรนด์ผู้บริโภคยุคฉลาดเลือก เอาใจยาก-ชอบสังคม-เน้นหรู/ไฮเทค
    เกาะติด 10 เทรนด์ผู้บริโภคปีเสือ "เทรนด์วอตชิ่ง" แนะธุรกิจปรับตัวรับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ฉลาดเลือกมากขึ้น ทันสมัย ชอบสังคม เปิดเผย เอาใจยาก และขาดเทคโนโลยีไม่ได้ ระบุความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและธุรกิจจะเพิ่มมากขึ้นจนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปีหน้า และกดดันแบรนด์ต่าง ๆ ให้ต้องสร้างความโดดเด่นและช่างคิด ตอบโจทย์กับสังคมที่เปลี่ยนแปลงและซับซ้อนเว็บไซต์เทรนด์วอตชิ่งดอทคอมระบุว่า ในปี 2553 เทรนด์ของผู้บริโภคจะปรับเปลี่ยนไปกลายเป็นผู้บริโภคที่มีความรู้ความเข้าใจ มีความเชื่อมโยงกับสังคม เปิดเผยและเอาใจยากมากขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอ 10 เทรนด์ผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นในปี 2553 โดยตั้งข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและธุรกิจที่มากขึ้น จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในปีหน้า ซึ่งเท่ากับแบรนด์จะถูกบีบให้ต้อง โดดเด่นและช่างคิดมากขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์กับสังคมที่เปลี่ยนแปลง ซับซ้อน และ มีเครือข่ายมากขึ้น ยกตัวอย่างการที่ทวิตเตอร์เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการพิจารณาสินค้าที่ต้องการซื้อ รวมถึงสินค้าที่ตอบสนองการเป็นสังคมเมืองที่ขยายขึ้น รวมถึงเทรนด์สีเขียวและการทำดีที่จะจับต้องได้ง่ายขึ้นเทรนด์แรกที่จะเกิดขึ้น คือ การทำธุรกิจในแบบที่ต่างจากปกติ โดยภาคธุรกิจไม่เพียงแค่ต้องทำตัวเป็นพลเมืองที่ดีของโลก แต่จำเป็นต้องขยับให้สอดคล้องไปกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ตามความต้องการของกระแสโลก การมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นแทนที่จะโฆษณาทางเดียวหรือเน้นความร่วมมือกันไปสู่ชัยชนะแทนที่จะแบ่งเราแบ่งเขา มีน้ำใจมากขึ้นแทนที่จะมุ่งแต่ผลประโยชน์เทรนด์ที่ 2 ปรับสู่ชุมชนเมือง ซึ่งจากรายงานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในปี 2552 ระบุว่า ในศตวรรษที่แล้วมีประชากรโลกไม่ถึง 5% ที่อาศัยในเขตเมือง แต่พอถึงปี 2551 ตัวเลขของคนเมืองกลับทะลุ 50% และคาดกันว่าจะถึง 70% ภายในปี 2593 หรือเท่ากับมีผู้อาศัยในชุมชนเมืองราว 6.4 พันล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชียจะมีจำนวนประชากรในเขตเมืองถึง 63% หรือราว 3.3 พันล้านคนคนในชุมชนเมืองจะมีความทันสมัยมากขึ้น มีความต้องการมากขึ้น ติดต่อสื่อสารและกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเปิดกว้างมากขึ้น และชอบความท้าทาย ซึ่งนี่ทำให้สินค้าที่อิงกระแสนี้เติบโตได้ดี อาทิ วอดก้าแบรนด์ "Absolut" ที่เปิดตัวเครื่องดื่ม Cities Series ในนิวออร์ลีนส์ ลอสแองเจลิส และบอสตัน ซึ่งมีรสชาติเฉพาะที่แตกต่างกันรวมถึงแบรนด์เครื่องสำอาง "เกอร์แลง" (Guerlain) ที่เปิดตัวน้ำหอมกลิ่นเฉพาะ "ปารีส-มอสโก" ที่เน้นกลิ่นผลไม้นำ โดยวางขายในห้างแฮร์รอดส์ในราคา 130 ปอนด์ ส่วนกลิ่นปารีส-นิวยอร์ก ก็ผสมวานิลลา อบเชย และซีดาร์ ขณะที่กลิ่นปารีส-โตเกียว เน้นกลิ่นผสมระหว่างมะลิ ชาเขียว และดอกไวโอเลตเทรนด์ที่ 3 หาข้อมูลแบบเรียลไทม์ เนื่องจากเว็บเครือข่ายสังคม อาทิ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ มีส่วนทำให้ผู้บริโภคสามารถแลกเปลี่ยนความคิดและตรวจสอบ ข้อมูลผ่านโลกไซเบอร์ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่ง เพื่อน ๆ ในโลกอินเทอร์เน็ตจะร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่เราต้องการรู้ อาทิ แอปพลิเคชั่น EezeeRator ของ Air Valid ที่เปิดให้ผู้โดยสารสามารถโพสต์ความเห็นเกี่ยวกับไฟลต์บินต่าง ๆ ได้ และในปีหน้าบริการที่ใช้ประโยชน์จากคลังสมองขนาดใหญ่เช่นนี้จะแพร่หลายมากขึ้น เทรนด์ที่ 4 แค่หรูไม่พอ ต้องพิเศษด้วย โดยเทรนด์วอตชิ่งคาดว่าหลังยุควิกฤตเศรษฐกิจ เทรนด์หรูจะกลับมาอีกครั้ง แต่จะเปลี่ยนนิยามความหรูที่เน้นเรื่องความใหญ่โตและราคาแพง มาเป็นความหรูแบบพิเศษ เฉพาะเจาะจง เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนตัวมากขึ้น และหากยิ่งหายากก็จะยิ่งดึงดูดใจบรรดาคนฐานะดีที่ต้องการความเอ็กซ์คลูซีฟอย่างกรณีของยี่ห้อเสื้อผ้าหรู "เบอร์เบอร์รี่" (Burberry) ที่มีแบรนด์ "บลู ลาเบล" ไลน์สินค้าเฉพาะในญี่ปุ่น เน้นเสื้อผ้าที่พอดีตัว และโฉบเฉี่ยวกว่าสไตล์ของแบรนด์เบอร์เบอร์รี่เทรนด์ที่ 5 การบรรจบกันของโลก ออนไลน์และออฟไลน์ โดยปี 2553 จะเป็นปีที่เว็บเครือข่ายสังคมมีส่วนช่วยสร้าง เครือข่ายในชีวิตจริงได้ เหตุการณ์ในโลกออนไลน์สามารถเกิดขึ้นในโลกแห่งความจริง ผู้บริโภคสามารถใช้โลกออนไลน์ในการสร้างเครือข่ายเพื่อนที่มากขึ้น ขณะเดียวกันพวกเขาก็พบปะกันในโลกจริง ๆ ได้ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเพื่อนคอเดียวกันเทรนด์ที่ 6 รักษ์โลกได้ง่ายขึ้น ซึ่งทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคมีส่วนขับเคลื่อนกระแสนี้ ประกอบกับกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะทำให้เทรนด์สีเขียวเข้มข้นขึ้น แต่จะต้องเน้นให้ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจสามารถร่วมเทรนด์สีเขียวได้ง่ายขึ้น เทรนด์ที่ 7 โลกแห่งการตามรอยและแจ้งเตือน เพื่อให้ผู้บริโภคประหยัดเวลา กันลืม และลดความผิดพลาด คล้ายกับระบบติดตามของบริษัทจัดส่งพัสดุภัณฑ์ ซึ่งสามารถนำมาใช้กับเรื่องอื่น ๆ อาทิ การแจ้งเรื่องตารางรถไฟล่าช้าผ่านทวิตเตอร์ หรือการใช้ระบบจีพีเอสตามรอยเพื่อน ๆ เทรนด์ที่ 8 ปันน้ำใจมากขึ้น ซึ่งเทรนด์ทำดีมีน้ำใจจะแพร่หลายมากขึ้นในปีหน้า โดยธุรกิจจะเปิดให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมบริจาคหรือร่วมทำความดีด้วย อย่างเช่น "ไอเกีย" เชนค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของโลก ที่วางขายโคมไฟที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในราคา 19.99 ดอลลาร์ จะร่วมบริจาคโคมไฟเท่ากับจำนวนที่มีผู้ซื้อให้กับ "ยูนิเซฟ" เพื่อช่วยเด็ก ๆ ในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วน "พีแอนด์จี" มีโครงการบริจาควัคซีนกันบาดทะยักเท่ากับจำนวนผ้าอ้อมที่ขายได้เทรนด์ที่ 9 ใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลจากโลกอินเทอร์เน็ต อาทิ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ มายสเปซ ซึ่งผู้บริโภคยุคใหม่มีความเข้าใจมากขึ้น ขณะที่บริษัทก็เริ่มใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้เพิ่มขึ้นเทรนด์สุดท้าย ผู้บริโภคจะโตขึ้น จะมีความดิบ หัวดื้อ และเปิดเผยมากขึ้น ผู้บริโภคจะไม่ใช่คนที่ไม่มีข้อมูล หรือขาดประสบการณ์ พวกเขาจะเปิดใจรับ นวัตกรรม สินค้าไอเดียล้ำ ๆ รสชาติ แปลก ๆ แหวกแนวมากขึ้น ยกตัวอย่าง "อเมริกัน แอปพาเรล" แบรนด์เสื้อผ้าอเมริกันที่เปิดตัวเสื้อยืดหนุนการแต่งงานอย่างถูกกฎหมายของกลุ่มรักเพศเดียวกัน ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้น หน้า 1
    http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02p0102281252&sectionid=0201&day=2009-12-28

    เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เล็กๆ น้อยๆ กับเวอร์ชั่นล่าสุด

     


    วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:18:39 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

    เชอร์ล็อก โฮล์มส์

    เล็กๆ น้อยๆ กับเวอร์ชั่นล่าสุด

             "รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ต่างหากที่เป็นจุดสำคัญ" เป็นคำพูดประโยคหนึ่งจากของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ เวอร์ชั่นล่าสุดที่นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ซึ่งสอดคล้องกับการสร้างภาพยนตร์ชุดนี้ เพราะดูเหมือนว่าทีมผู้สร้างได้จับเอารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้คนไม่เคยพูดถึงอย่าง การชกมวย การเป็นคนรกๆ เพี้ยนนิดๆ จับมาปลุกปั้นให้ลักษณะดังกล่าวกลายเป็นความโดดเด่นในเวอร์ชั่นนี้

     

             สำหรับพวกคอทองแดงของนิยายชุดนี้ คงเปิดปากบ่นก่นด่ากันสนุกปาก แค่เฉพาะการดึง โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ มาเล่นเป็น เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ก็ดูจะวิพากษ์กันไม่จบในราตรีเดียว เพราะเชอร์ล็อค โฮล์มส์ จากการบรรยายนั้นมีรูปร่างสูง ผอม จมูกโด่งเป็นสันเหมือนเหยี่ยว ซึ่งผิดกันกับรูปร่างหนา ล่ำสัน และดูสั้น ของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ขณะที่ผู้ช่วยวัตสันเองกลับกลายเป็นชายรูปร่างสูง ปราดเปรียว มีเสน่ห์ และเจ้าเล่ห์นิดๆ ซึ่งในนิยายหมอวัตสันคือ คนซื่อๆ และแน่นอนว่าไม่สมาร์ทอย่างจู๊ด ลอว์ ตัวละครเอกอีกตัวอย่างไอลีน แอดเลอร์ นั้น การเลือกราเชล แมคอดัมส์ ก็ดูไม่เหมาะอย่างยิ่งกับตัวละครผู้กุมหัวใจของโฮล์มส์ ตัวละครนี้น่าจะมีเสน่ห์แบบที่ดูครั้งแรกรู้สึกว่าไม่สวย แต่มีบางสิ่งดึงดูด มีความลึกลับ และเป็นปริศนาสุดๆ ซึ่งราเชล แมคอดัมส์ ไม่ได้ให้ภาพตรงนั้น ซ้ำเมื่อเข้าฉากกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ดูเหมือนพ่อลูกมากกว่า

     

             แต่ท้ายที่สุดแล้ว แม้ตัวละครหลักทั้งสองตัวจะขัดแย้งกับนิยาย แต่พลังของนักแสดงทั้งสองคนก็แข็งพอที่จะทำให้คนดูที่ดูภาพยนตร์ในขณะนั้นมองข้ามสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไป โดยเฉพาะโฮล์มส์ ของโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นั้นจี๊ดสุดๆ แม้มันจะห่ามๆ จนคล้ายตัวละครในไอรอน แมน ไปบ้างก็ตาม

     

             เนื้อหานั้นก็เป็นส่วนที่ทีมเขียนบทเขียนขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็น่าติดตามพอสมควร โดยภาคนี้ยอดนักสืบกับผู้ช่วยต้องต่อสู้กับอำนาจเหนือธรรมชาติ ลอนดอนถูกคุกคามด้วยความกลัว เมื่อลอร์ดแบล็กวู้ด ที่ถูกโฮล์มส์ กับหมอวัตสันบุกทำลายแผนการในตอนต้น จนถูกสั่งประหารชีวิตนั้นฟื้นคืนชีพกลับมา สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว ทำให้โฮล์มส์กับคู่หูต้องทำการสืบสวนที่มาของเรื่องเหนือธรรมชาติ และยับยั้งการฆาตกรรมที่ลอร์ดแบล็กวู้ดสั่งการ

     

              ตัวหนังดูสนุก มีสไตล์ส่วนตัวชัดเจน ทั้งยังมีอารมณ์ขันเสริมเพิ่มเข้ามา ทำให้เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เวอร์ชั่นนี้ครบเครื่อง หลายบนอาจมองว่าคล้ายเจมส์ บอนด์ ซึ่งก็ไม่ปฏิเสธ แต่เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ดูสนุกกว่ามาก 

     

              หนังให้ภาพคล้าย Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street ของทิม เบอร์ตัน เนื่องจากพื้นเรื่องนั้นอยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน คือ ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จัดว่าอลังการสวยงามมากทีเดียว

     

             สำหรับตัวผู้กำกับ กาย ริชชี่ นั้น หลังจากเสียเครดิตไปกับหนังยุคหลังอย่าง RocknRolla (2008) Revolver (2005) Swept Away (2002) เชื่อว่า เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เวอร์ชั่นล่าสุดคงจะกู้ชื่อเขากลับมาได้ระดับหนึ่ง การเปลี่ยนเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ให้เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ประหลาดๆ คล้ายกับที่จอห์นนี่ เด็ปป์ ทำในบทกัปตันแจ๊ค สแปโรว์ น่าจะโดนใจใครต่อใครไม่น้อยเลยทีเดียว และสิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลย คือสไตล์ของริชชี่ ความกวน เท่ ที่ได้เห็นใน Snatch (2000) Lock, Stock and Two Smoking Barrels (1998) ก็ถูกนำมาผสมผสานในเชอร์ล็อก โฮล์มส์ จนเรียกได้ว่าเป็นเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ฉบับ กาย ริชชี่

     

              ดนตรีประกอบนั้น โดนเด่นตอนเปิดเรื่อง ฟังดูลึกลับ แต่เรียบง่าย เท่ดี แต่ก็แปลกใจที่ระหว่างเรื่องนั้นดนตรีกลับถูกกลืนหายไป ไม่โดดเด่น ทั้งที่มีความพยายามอย่างมาก เช่นฉากระเบิด แม้จะใช้เสียงดนตรีและภาพกำลังระเบิดตูมตาม คอนทราสแบบนี้ที่เคยถูกใช้ในหนังหลายเรื่อง แต่กลับดูไม่ถึง 
       
    ความเป็นมา
             เชอร์ล็อก โฮลมส์ (Sherlock Holmes) เป็นนวนิยายสืบสวนหรือรหัสคดี ประพันธ์โดยนักเขียน นายแพทย์ชาวสก็อต นาม เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตัวละคร เชอร์ล็อก โฮลมส์ เป็นนักสืบชาวลอนดอนผู้ปราดเปรื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านทักษะการประมวลเหตุและผล โดยอาศัยหลักฐานและการสังเกตอันคาดไม่ถึงเพื่อคลี่คลายคดีต่างๆ

     

             ตามท้องเรื่อง โฮลมส์และหมอวัตสันรู้จักกันครั้งแรก เพราะต่างต้องการหาผู้แชร์ห้องพักในกรุงลอนดอนเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยห้องพักที่ทั้งสองเช่าเป็นบ้านของมิสซิสฮัดสัน ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 221 บี ซึ่งเลขที่บ้านนี้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เวอร์ชั่นล่าสุดด้วย บนถนนเบเกอร์ โดยพวกเขาเช่าพื้นที่ชั้นสองของบ้าน ส่วนมิสซิสฮัดสันอาศัยอยู่ชั้นล่าง และทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารเช้าให้พวกเขาด้วย หมอวัตสันเคยย้ายออกจากบ้านเช่านี้ไปเมื่อคราวแต่งงาน ทว่าหลังจากภริยาเสียชีวิต หมอวัตสันก็ย้ายกลับมาอยู่กับเชอร์ล็อก โฮลมส์อีก

     

             โคนัน ดอยล์ แต่งเรื่องเชอร์ล็อก โฮลมส์ ไว้ทั้งสิ้นเป็นเรื่องยาว 4 เรื่อง และเรื่องสั้น 54 เรื่อง เกือบทุกเรื่องเป็นการบรรยายโดยเพื่อนคู่หูของโฮลมส์ หมอวัตสัน ในจำนวนนี้ มี 2 เรื่องที่โฮลมส์เป็นผู้เล่าเรื่องเอง และอีก 2 เรื่องเล่าโดยบุคคลอื่น เรื่องสั้นสองเรื่องแรกตีพิมพ์ใน Beeton′s Christmas Annual ในปี ค.ศ. 1887 และ Lippincott′s Monthly Magazine ในปี ค.ศ. 1890 แต่หลังจากที่ชุดเรื่องสั้นลงพิมพ์เป็นคอลัมน์ประจำใน นิตยสารแสตรนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1891 นิยายเรื่องนี้ก็โด่งดังเป็นพลุแตก

             เหตุการณ์ในนิยายอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1878 ถึง ค.ศ. 1903 และคดีสุดท้ายเกิดในปี ค.ศ. 1914

     

             เมื่อถูกถามว่า เชอร์ล็อก โฮลมส์ มีตัวตนจริงหรือไม่ เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ มักตอบว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างเชอร์ล็อก โฮลมส์ มาจากนายแพทย์โจเซฟ เบลล์ ผู้ซึ่งดอยล์เคยทำงานด้วยที่โรงพยาบาลเอดินเบิร์กรอยัล นายแพทย์เบลล์มีความสามารถในการหาข้อสรุปจากความสามารถในการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นอกจากนี้นายแพทย์เบลล์ยังมีความสนใจในอาชญากรรมและเคยช่วยเหลือตำรวจในการคลี่คลายคดีต่างๆ ด้วย

     

             ความโด่งดังของเชอร์ล็อก โฮลมส์ ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากเชื่อว่าเขามีตัวตนจริงและพากันเขียนจดหมายไปหา มีพิพิธภัณฑ์เชอร์ล็อก โฮลมส์ ตั้งขึ้นในตำแหน่งที่น่าจะเป็นบ้านในนวนิยายของเขาในกรุงลอนดอน นับเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นสำหรับตัวละครในนิยาย เรื่องราวของเชอร์ล็อก โฮลมส์ มีการนำไปดัดแปลงและแต่งเพิ่มเติมขึ้นใหม่อีกโดยนักเขียนคนอื่น ทั้งที่เขียนร่วมกับทายาทของโคนัน ดอยล์ และเขียนขึ้นใหม่เป็นเอกเทศ บทประพันธ์ของโคนัน ดอยล์ และนวนิยายที่แต่งขึ้นใหม่ ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ละครวิทยุ และสื่ออื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน จนกระทั่งเชอร์ล็อก โฮลมส์ ได้รับการบันทึกจากกินเนสส์บุ๊คว่าเป็น "ตัวละครที่มีผู้แสดงมากที่สุด" ภาพลักษณ์ของโฮลมส์กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักสืบ และส่งอิทธิพลต่อวรรณกรรมและการแสดงในประเภทรหัสคดีจำนวนมาก

     

    รู้จัก เชอร์ล็อก โฮลมส์
             เชอร์ล็อก โฮลมส์ มีชื่อเต็มว่า วิลเลียม เชอร์ล็อก สก๊อต โฮลมส์ เป็นชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1854 มีนิสัยรักสันโดษ แต่ก็ยังไม่สันโดษเท่าพี่ชาย คือ ไมครอฟต์ โฮลมส์ ที่คอยช่วยเหลือเขาในบางคดี โฮลมส์มีรูปร่างสูง ผอม จมูกโด่งเป็นสันเหมือนเหยี่ยว มีความรู้รอบตัวในหลาย ๆ ด้านทั้ง เคมี ฟิสิกส์ และความรู้เกี่ยวกับพืชมีพิษตระกูลต่าง ๆ แต่เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์เลย และเขายังเก่งเรื่องเล่นไวโอลิน

     

             โฮลมส์มีอารมณ์แปลก ๆ บางครั้งก็เศร้าซึม พูดน้อย บางครั้งก็ร่าเริง หมอวัตสัน เพื่อนคู่หูของเชอร์ล็อก โฮลมส์ ได้บรรยายถึงลักษณะต่าง ๆ ของโฮลมส์เอาไว้ในบันทึกคดีคราวต่าง ๆ กัน เช่น ในเวลาที่กำลังครุ่นคิดเรื่องคดี โฮลมส์จะไม่ทานข้าวเช้า (จาก ตอน ช่างก่อสร้างเจ้าเล่ห์ (the Norwood Builder) ) โฮลมส์ชอบทำการทดลองเคมี แล้วทิ้งข้าวของในห้องกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ (จาก ตอน ปริศนาลายแทง (Musgrave Ritual) ) โฮลมส์สูบไปป์จัดมาก มักกลั่นแกล้งตำรวจโดยการให้ข้อมูลปลอมหรือปกปิดหลักฐานบางอย่าง แต่ก็มีความเป็นสุภาพบุรุษและให้เกียรติแก่สตรีอย่างสูง (จาก ตอน นายหน้าขู่กิน (Charles Augustus Milverton) ) แต่นิสัยที่หมอวัตสันเห็นว่าเลวร้ายและยอมรับไม่ได้เลย คือ การที่โฮลมส์ชอบเสพโคเคนกับมอร์ฟีน ซึ่งวัตสันเห็นว่าเป็นความชั่วประการเดียวที่โฮลมส์มี

     

             นอกจากนี้โฮลมส์ยังเป็นนักแสดงที่เก่งกาจ ดังปรากฏในตอน ซ้อนกล (the Dying Detective) และ จดหมายนัดพบ (the Reigate Squires) และตอนอื่น ๆ อีกหลายตอน เพื่อหันเหความสนใจของผู้ต้องสงสัย มิให้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักฐานบางอย่าง ในตอน สัญญานาวี (the Naval Treaty) โฮลมส์ได้แสดงให้เห็นว่าเขาชื่นชมนักอาชญวิทยาชาวฝรั่งเศส คือ Alphonse Bertillon ซึ่งเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพื่อช่วยระบุตัวตนของอาชญากร นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า โฮลมส์เป็นนักอ่าน นักศึกษา มีความรู้ด้านอาชญวิทยาอย่างกว้างขวาง และให้ความนิยมนับถือบรรดานักสืบผู้ชำนาญเป็นอย่างมาก

     

             ถึงแม้โฮลมส์จะชอบกลั่นแกล้งตำรวจ แต่เขาก็เป็นมิตรที่ดีของสก๊อตแลนด์ยาร์ดโดยเฉพาะสารวัตรเลสเตรด และมักยกความดีความชอบในคดีให้แก่ฝ่ายตำรวจอยู่เสมอ ในตอน สัญญานาวี โฮลมส์เคยบอกว่า ในบรรดาคดีที่เขาสะสาง 53 คดี เขายกความสำเร็จให้เพื่อนตำรวจไปเสีย 49 คดี คงมีแต่เพียงหมอวัตสันที่บรรยายถึงความสามารถของเขาผ่านทางบันทึกเท่านั้น

             โฮลมส์มีศัตรูตัวฉกาจ ชื่อ ศาสตราจารย์เจมส์ โมริอาร์ตี้ ศาสตราจารย์ผู้มีมันสมองปราดเปรื่องในด้านอาชญากรรม อีกทั้งยังเป็นตัวการเบื้องหลังในบางคดีที่เกิดขึ้นอีกด้วย คำพูดของโฮลมส์ที่ติดปากกันดี คือ "ถ้าเราตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทั้งหมดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ว่ามันจะดูเหลือเชื่อเพียงใด แต่มันก็เป็นความจริง"
     
    ความรู้ ความสามารถ และทักษะพิเศษ
             เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ได้บรรยายถึงพื้นฐานการศึกษาและทักษะของโฮลมส์ไว้ในนิยายตอนแรก ชื่อตอน แรงพยาบาท ว่า เขาเคยเป็นนักศึกษาสาขาเคมี ที่มีความสนอกสนใจไปสารพัด โดยเฉพาะวิชาความรู้ที่สามารถช่วยเหลือในการคลี่คลายคดีอาชญากรรม บันทึกคดีแรกของโฮลมส์ที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร คือ เรือบรรทุกนักโทษ (Gloria Scott) ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ทำให้โฮลมส์หันมายึดถืออาชีพนักสืบ เขามักใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ การสังเกตและการทดลอง มาใช้ประกอบในการพิจารณาคดีอาชญากรรมเสมอ แม้ว่าเขาจะชอบเก็บงำผลลัพธ์เอาไว้ และสร้างความประหลาดใจแก่ผู้อื่นโดยค่อย ๆ เผยปมของคดีให้ทราบทีละเล็กละน้อย

             นอกจากนี้ ในเรื่องยาว แรงพยาบาท (A Study in Scarlet) หมอวัตสันเคยประเมินทักษะต่าง ๆ ของโฮล์มส์ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
    ความรู้ด้านวรรณกรรม — ไม่มี
    ความรู้ด้านปรัชญา — ไม่มี
    ความรู้ทางดาราศาสตร์ — ไม่มี
    ความรู้ด้านการเมือง — น้อยมาก
    ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ — ไม่แน่นอน ชำนาญพิเศษด้านพืชมีพิษและฝิ่น แต่ไม่มีความรู้ด้านการทำสวนเลย
    ความรู้ด้านธรณีวิทยา — ชำนาญ แต่มีข้อจำกัด สามารถบอกความแตกต่างระหว่างดินแต่ละชนิด เช่นหลังจากออกไปเดินเล่น สามารถระบุตำแหน่งที่ได้รับรอยเปื้อนดินบนกางเกงได้ว่ามาจากส่วนไหนของลอนดอน โดยดูจากสีและลักษณะของดิน
    ความรู้ด้านเคมี — ยอดเยี่ยม โฮลมส์ได้รับตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์จากสมาคมเคมีแห่งราชสำนักอังกฤษ
    ความรู้ด้านกายวิภาค — แม่นยำ แต่ไม่เป็นระบบ
    ความรู้ด้านอาชญวิทยา — กว้างขวาง ดูเหมือนจะรู้จักเหตุสะเทือนขวัญอย่างละเอียดทุกเรื่องในรอบศตวรรษ
    เล่นไวโอลินได้ดีมาก และยังเป็นเจ้าของไวโอลินสตราดิวาเรียส อันมีชื่อเสียง
    เป็นนักมวยและนักดาบ
    มีความรู้กฎหมายอังกฤษเป็นอย่างดี

     

    ตัวอย่าง
             ในตอน ความลับที่หุบเขาบอสคูมบ์ (The Boscombe Valley Mystery) โฮลมส์ได้แสดงให้เห็นถึงความรู้เกี่ยวกับยาสูบเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในตอน รหัสตุ๊กตาเต้นรำ (The Dancing Man) โฮลมส์ได้แสดงถึงทักษะและไหวพริบในการถอดรหัส ส่วนความสามารถในการปลอมแปลงตัวของโฮลมส์ได้ใช้ประโยชน์หลายครั้ง เช่น การปลอมเป็นกะลาสีในตอน จัตวาลักษณ์ (The Sign of the Four) เป็นนักบวชผู้ถ่อมตนใน เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย (A Scandle in Bohemie) เป็นคนติดยาใน ชายปากบิด (The Man with the Twisted Lip) เป็นพระชาวอิตาลีใน ปัจฉิมปัญหา (The Final Problem) หรือแม้แต่ปลอมเป็นผู้หญิงในตอน เพชรมงกุฎ (The Mazarin Stone) เป็นต้น

     

             อย่างไรก็ดี มีบางเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า หมอวัตสันประเมินโฮลมส์ผิดไปบ้าง เช่น เหตุการณ์ในตอน เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย ซึ่งโฮลมส์สามารถตระหนักถึงความสำคัญของเคานท์ฟอนแครมได้ทันที หรือในหลายๆ คราวที่โฮลมส์มักเอ่ยอ้างถึงถ้อยคำในพระคัมภีร์ไบเบิล เชกสเปียร์ หรือเกอเธ่ แต่กระนั้น โฮลมส์กลับเคยบอกกับหมอวัตสันว่า เขาไม่สนใจเลยว่าโลกหรือดวงอาทิตย์จะหมุนรอบใครกันแน่ เพราะมันไม่มีประโยชน์ต่อการคลี่คลายคดีสักนิด

     

             โฮลมส์มีความสามารถในการวิเคราะห์หลักฐานทางกายภาพอย่างถูกต้องแม่นยำ กระบวนการตรวจสอบหลักฐานของเขามีหลายกรรมวิธี เช่น การเก็บรอยรองเท้า รอยเท้าสัตว์ หรือรอยล้อรถจักรยาน เพื่อวิเคราะห์การกระทำใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการเกิดอาชญากรรม (เช่น ตอน แรงพยาบาท หรือ หมาผลาญตระกูล) หรือการวิเคราะห์ประเภทของยาสูบเพื่อระบุตัวตนของอาชญากร (เช่น ตอน จองเวร (The Resident Patient) หรือ หมาผลาญตระกูล) โฮลมส์เคยตรวจสอบร่องรอยผงดินปืน และเปรียบเทียบกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุ ทำให้แยกแยะได้ว่าฆาตกรมีสองคน (จาก ตอน จดหมายนัดพบ และ บ้านร้าง (The Empty House) ) นอกจากนี้ โฮลมส์ยังเป็นคนแรก ๆ ที่มีแนวคิดในการตรวจสอบลายนิ้วมืออีกด้วย (จาก ตอน ช่างก่อสร้างเจ้าเล่ห์)

     

             ในช่วงปีหลัง ๆ ระหว่างที่โฮลมส์หยุดพักผ่อนที่ซัสเซกส์ดาวน์ (ในตอน รอยเปื้อนที่สอง (The Second Stain) ) เขาได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งเพื่อบันทึกการสังเกตเรื่องวิถีชีวิตของผึ้ง ชื่อ "Practical Handbook of Bee Culture" นอกจากนี้ ยังมีงานเขียนด้านวิชาการอื่น ๆ ของโฮลมส์อีกหลายเล่ม เช่น "Upon the Distinction Between the Ashes of the Various Tobaccos" (การแยกแยะรายละเอียดระหว่างขี้เถ้าของยาสูบชนิดต่างๆ) หรือ บทความสองเรื่องเกี่ยวกับ "หู" ที่ได้เผยแพร่ใน Anthropological Journal เป็นต้น

     

    อาชีพของเชอร์ล็อก โฮล์มส์
             โฮลมส์ทำงานเพียงอย่างเดียว คือ เป็นนักสืบเชลยศักดิ์ หมายถึง เป็นนักสืบเอกชนที่ทำงานตามการว่าจ้างเป็นคราวๆ ไป อย่างไรก็ดี มีหลายครั้งที่โฮลมส์ทำคดีเพื่อช่วยเหลือเพื่อนตำรวจที่สก๊อตแลนด์ยาร์ด หรือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ลูกค้าส่วนใหญ่ของโฮลมส์เป็นผู้มีสตางค์ โฮลมส์จึงได้รับค่าจ้างอย่างงามจนสามารถใช้ชีวิตอย่างสบาย หมอวัตสันเคยเล่าไว้ในตอน ซ้อนกล เมื่อตอนที่เขาย้ายออกไปจากบ้านเช่า และโฮลมส์อาศัยอยู่เพียงลำพังว่า เงินค่าเช่าที่โฮลมส์จ่ายมิสซิสฮัดสันนั้นมากพอจะซื้อตึกหลังนั้นได้เลยทีเดียว

     

             ในตอน แผนผังเรือดำน้ำ โฮลมส์ได้รับของรางวัลจากการคลี่คลายคดีให้แก่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เป็นเข็มกลัดมรกต คราวหนึ่งเขาได้รับเหรียญทองคำเป็นที่ระลึกจากไอรีน อัดเลอร์ (ตอน เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย) อีกคราวหนึ่งในตอน โรงเรียนสำนักอธิการ (the Priory School) โฮลมส์ถึงกับถูมือด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อเห็นตัวเลขในเช็คที่ท่านดยุคสั่งจ่าย ที่หมอวัตสันเองยังตื่นเต้นตกใจ แต่แล้วโฮลมส์ก็ตบเช็คใบนั้นแล้วร้องว่า "กันยากจนจริงหนอ"

    ครอบครัว และความรัก


             โฮลมส์มีพี่ชายหนึ่งคน คือ ไมครอฟต์ โฮลมส์ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง แต่ไม่มีข้อมูลอื่นเกี่ยวกับครอบครัวของเขา นอกจากในเรื่องสั้นตอน ล่ามภาษากรีก ซึ่งโฮลมส์เอ่ยถึงย่าของตนว่าเป็นน้องสาวของเวอร์เน่ต์ (Vernet) ศิลปินชาวฝรั่งเศส โฮลมส์ไม่ได้แต่งงาน แต่เขาเคยมีความรักกับสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งต่อมาเกิดเหตุที่ทำให้ทั้งสองไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ และโฮลมส์ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนอีกเลย หญิงสาวผู้อยู่ในความทรงจำของโฮลมส์ผู้นั้นมีชื่อว่า ไอรีน อัดเลอร์

     

    Young Sherlock Holmes ปี ค.ศ.1985
             การขึ้นจอใหญ่ครั้งล่าสุดของตัวละครสุดคลาสสิก โดยเป็นการสร้างจากจินตนาการของทีมงานทั้งหมด เรื่องราวของโฮล์มส์ตอนวัยรุ่นที่ได้เจอกับ จอห์น วัตสัน ในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง และพวกเขาได้พบกับเงื่อนงำการฆาตกรรม ทั้งสองร่วมมือกับสืบคดี โดยการใช้หลักอนุมานอันชาญฉลาดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาในการแก้ไขคดี

            หนังได้สตีเว่น สปีลเบิร์ก มาอำนวยการสร้าง มี Chris Columbus ผู้กำกับ Home Alone 2 ภาคแรก และ Harry Potter 2 ภาคแรก มาเขียนบทให้ มี Barry Levinson กับตำแหน่งผู้กำกับ

            ถ้าเป็นคอทองแดงของนิยายชุดนี้คงมีโกรธเคืองกันมิใช่น้อย เพราะแค่การเจอกันของคู่หูก็มั่วสุดกู่ ดูกลายเป็น แฮรี่ พอตเตอร์ กับ รอน วีสลีย์ ยังไงงั้น ทั้งที่ความจริงทั้งคู่เจอกันตอนโตแล้ว

            แต่เอาจริงๆ แล้ว ถ้าไม่ใช่คอนิยายตัวจริง หนังเรื่องนี้ดูสนุกเพลิดเพลินดีครับ มีครบทุกรสชาติ และยังมีกลิ่นอายของหนังเด็กมากๆ ตัวละครโฮล์มส์ ก็มีเสน่ห์ดึงดูด หมอวัตสันก็เหมือนกัน เทียบกับเวอร์ชั่นล่าสุดแล้ว สนุกคนละแบบ

    http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1261646339&grpid=07&catid=no&sectionid=0225
    http://www.pridiinstitute.com
    http://twitter.com/sweetblog
    http://twitter.com/oknewsblog
    http://twitter.com/okblogger
    http://twitter.com/sat191
    http://www.pacc.go.th/
    http://twitter.com/okblogchan
    http://twitter.com/sun1951
    http://twitter.com/smeblogger
    http://twitter.com/seminarblog
    http://twitter.com/sunnewsblog
    http://twitter.com/okworldblog
    http://twitter.com/ktblogger

    พักยก : หุ่นยนต์จับโกหก


    วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 13:50:52 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ [อ่านล่าสุด คน]-->
    พักยก : หุ่นยนต์จับโกหก
    จอห์นเป็นเซลล์แมน เขาพอใจกับสิ่งที่เขาเป็น และมีลักษณะทุกประการที่เซลล์แมนพึงจะมี มาร์ชา ภรรยาของเขาพยายามอย่างมากที่จะให้เขาเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่เป็นผล

    วันหนึ่ง จอห์นกลับมาบ้านพร้อมกับหุ่นยนต์จับโกหก ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับภรรยาของเขาเป็นอย่างมาก

    5 โมงเย็น ทอมมี่ ลูกชายวัย 11 ขวบ ของทั้งคู่กลับมาบ้าน ซึ่งเป็นเวลาที่ช้ากว้าปกติ 2 ชั่วโมง

    "ไปไหนมา ทำไมถึงกลับช้า" จอห์นถาม

    "ผมกับเพื่อนไปที่หอสมุดเพื่อทำโครงงานพิเศษ" เด็กชายตอบ ฉับพลันเจ้าหุ่นเดินไปหาทอมมี่แล้วตบหัวเจ้าหนูจนตกเก้าอี้

    "เจ้าลูกชาย" จอห์นพูด "นี่เป็นหุ่นยนต์จับโกหก ฉะนั้นบอกมาดีกว่า ว่าไปไหนมา"

    "เราไปดูหนังที่บ้านบ๊อบบี้" ทอมมี่ตอบ

    "ดูเรื่องอะไร" ผู้เป็นแม่ถามต่อ

    "บัญญัติสิบประการครับ" ฉับพลันเจ้าหุ่นก็ตบหัวทอมมี่จนตกเก้าอี้อีกครั้ง เจ้าหนูยืนขึ้นแล้วนั่งลงใหม่ "ขอโทษครับ ผมโกหก เราไปดูหนังโป๊กันครับ"

    "ลูกทำให้พ่ออับอายมาก" จอห์นพูด "ตอนพ่ออายุเท่าลูก พ่อไม่เคยโกหกพ่อแม่" ฉับพลันเจ้าหุ่นเดินไปที่จอห์นและตบเขาจนตกเก้าอี้

    มาร์ชาหัวเราะราวกับลูกระเบิด น้ำหูน้ำตาไหล "คิดไม่ถึงล่ะสิ" เธอซ้ำเติม "คุณไม่น่าไปโมโหทอมมี่ขนาดนั้น อย่างน้อยเขาก็เป็นลูกคุณ" ฉับพลันเจ้าหุ่นเดินไปตบหัวมาร์ชาจนตกเก้าอี้
    http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1261631062&grpid=07&catid=no&sectionid=0225

    หยุดอายุ...อย่าง (ไม่) ตั้งใจ


    วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 17:00:48 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
    หยุดอายุ...อย่าง (ไม่) ตั้งใจ


    คุณดาราณีย์ ตันชัยสวัสดิ์ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย เปรยให้ฟังว่า คนที่สนิทกันมักจะล้อเล่นว่า "60 แล้วทำไมดูไม่แก่" ก็บอกเขาไปว่า "เราสตั๊ฟเอาไว้" ถามว่าตั้งใจที่จะหยุดอายุไว้หรือเปล่า จริง ๆ ก็ไม่มีอะไร มันเป็นของมันเองโดยไม่ได้ตั้งเป้า หรือความหวังไว้ว่า สิ่งที่เราทำกับตัวเองในวันนี้จะเป็นการไปหยุดอายุ หรือทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมากกว่าเดิม แต่มันเป็นความตั้งใจที่เพียรบอกกับตัวเอง และคนใกล้ชิดมาตลอดว่า "ฉันจะไม่ให้ตัวเองเป็นภาระใคร เมื่อแก่โดยเด็ดขาด" ในทุกวัน ดิฉันจะให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องดูแลไปพร้อม ๆ กัน ด้านกายก็ต้องให้แข็งแรงเข้าไว้ ทุกเย็นจะต้องหาเวลาไปวิ่งซักครึ่งชั่วโมง หรือเดินให้ได้ประมาณ 3 กิโลเมตร ระหว่างสัปดาห์คือวันอังคาร และพฤหัสบดี จะไม่รับนัดใคร แต่จะให้เวลากับการ เล่นโยคะวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยยืดเส้นเอ็นที่ตึงให้คลายตัว เวลาจะก้มจะเงยจะหยิบฉายอะไรจะได้คล่องตัว ไม่เงอะงะ ด้านจิตใจก็ต้องทำให้กระปรี้กระเปร่า อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่างานจะยุ่งยากยังไง ก็จะไม่พาตัวเองตกไปอยู่ในความทุกข์ หรือความเครียดเลย ในเมื่อชีวิตทุกวันเป็นของเรา เราก็ต้องทำให้มันสนุก "ทุกวันนี้ถึงแม้จะเกษียณจากงานด้านประชาสัมพันธ์แล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสไปใช้ความรู้ความสามารถ ในตำแหน่งที่ปรึกษาท่านประธาน ถึงงานจะไม่หนัก คือไม่ต้องแบกภาระไว้บนบ่า แต่ดิฉันก็ยังเน้นทำให้งานสนุก โดยเฉพาะกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งบรรยากาศการทำงานที่สนุกนั้น เราสามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้ทุกวัน เพราะมันจะช่วยให้คนที่ทำงานได้สนุกกับงานไปด้วย เราเองก็พลอยมีสุขภาพจิตดี" ด้านการกินอยู่ ดิฉันจะพิถีพิถันและควบคุมตัวเองเรื่องกินพอสมควร คือจะเลือกกินของที่มีประโยชน์ให้มากที่สุด และพยายาม "ลด" กับ "ละ" ของไร้ประโยชน์ โดยเฉพาะน้ำตาลกับแป้ง นั้นลดลงไได้มาก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม เดี๋ยวนี้กาแฟที่ดื่มจึงไม่ใส่น้ำตาล ร้านขนมเจ้าโปรดจึงไม่แวะผ่านไป ทั้งหมดนี้ก็คือวิธีง่าย ๆ ที่ต้องทำทุกวัน สม่ำเสมอซึ่งความตั้งใจเดิมนั้นยังชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ แต่ผลพลอยได้ ซึ่งมาถึงก่อน จนทำให้หลายคนทักว่า ทำไมยังไม่เหมือนคนอายุ 60 แม้ไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่เมื่อได้ยินก็ทำให้มีกำลังใจมากทีเดียว เอาเป็นว่าอีกยี่สิบปี ถึงวัย แปดสิบ ลองมาพิสูจน์อีกทีว่าวิธีดูแลร่างกายแบบดาราณีย์ หยุดอายุได้จริง ๆ หรือ ( จาก FN and society )

    http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1261994581&grpid=07&catid=no&sectionid=0225

    เปิดผลวิจัยปี′53 "งานขาย-ประกันภัย-เภสัชฯ-การเงิน-บัญชี-ไอที"ตลาดต้องการสูงรับศก.ฟื้นตัว

    วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 11:25:00 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

    เปิดผลวิจัยปี′53 "งานขาย-ประกันภัย-เภสัชฯ-การเงิน-บัญชี-ไอที"ตลาดต้องการสูงรับศก.ฟื้นตัวเปิดผลวิจัย"อเด็คโก้"หลังศก.ไทยฟื้นปีหน้า คาดตลาดแรงงานกลับมาขยายตัวเป็นบวก ระบุตำแหน่งงานด้านการขาย, ประกันภัย,เภสัชกรรม การเงิน การบัญชี จะเป็นที่ต้องการของตลาด เช่นเดียวกับตำแหน่งผู้พัฒนาซอฟต์แวร์-เขียนโปรแกรมตลาดต้องการค่อนข้างสูง ชี้ภาคธุรกิจยังคุมเข้มจำนวนพนักงานให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดต้นทุน อาจเป็นเพราะกลุ่มบริษัทอเด็คโก้เป็นการรวมตัวของ 2 บริษัท ได้แก่บริษัท อเด็คโก้ ของประเทศฝรั่งเศส และบริษัท เอเดีย ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีบทบาท ความชำนาญในเรื่องการแก้ปัญหางานทรัพยากรมนุษย์ และการให้บริการทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ พร้อมยังมีความชำนาญในเรื่องการสรรหาพนักงานชั่วคราว พนักงานตามสัญญาจ้าง การสรรหาพนักงานประจำ การจ้างเหมาบริการพนักงานภายนอก การบริการช่วยจัดหางานให้แก่พนักงานที่พ้นสภาพ อีกทั้งยังให้บริการทางด้านสายอาชีพ การฝึกอบรม และการให้บริการคำปรึกษา ที่มีสำนักงานต่าง ๆ กว่า 6,000 แห่ง ใน 70 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย เพียงแต่บริษัท อเด็คโก้ ประเทศไทย อาจโฟกัสเรื่องการให้บริการด้านการสรรหา ให้คำปรึกษาด้านงานบุคคลที่หลากหลาย และครอบคลุมหลายกลุ่มธุรกิจ อันประกอบด้วย การบริการด้านการจัดหาพนักงาน, การบริการด้านการจัดจ้าง, การจ้างงานรับหมาช่วง, บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล, การฝึกอบรม และการให้บริการให้คำปรึกษาทางด้านสายอาชีพ ซึ่งมี "ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์" ผู้จัดการประจำประเทศกลุ่มบริษัท อเด็คโก้ ประเทศไทย เป็นแม่ทัพใหญ่ เมื่อไม่นานผ่านมา "ธิดารัตน์" จัดงานแถลงข่าว Thailand Market Outlook หรือภาพรวมของเศรษฐกิจ และตัวชี้วัดประจำปี 2552-2553 โดยเธอมองว่า "จากผลวิจัยของอเด็คโก้ชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวของตลาด การเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน และภาพของอนาคตที่มีความหวังมากขึ้นสำหรับผู้หางานในปี 2553 ยิ่งเฉพาะต่อเรื่องแนวโน้มสำหรับภาวะการจ้างงานจะขยายตัวเป็นบวก เช่น ตำแหน่งงานทางด้านการขาย การเพิ่มขึ้นของงานในภาคธุรกิจการค้าขาย, ประกันภัย, เภสัชกรรม และการเงินการบัญชี" "โดยผลวิจัยระบุว่า ปี 2553 เราน่าจะเห็นโอกาสการจ้างงานในหลายหน่วยงาน ในหลายภาคธุรกิจ ทั้งนั้นอาจเป็นผลมาจากแผนการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ และการเติบโตในภาคการผลิต ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี" "โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 จะมีการขยายตัวจากไตรมาส 2 ร้อยละ 1.3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น" นอกจากนั้น "ธิดารัตน์" ยังอ้างผลวิจัยมาวิเคราะห์ให้ฟังว่า เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการจึงจะกล้ารับสมัครพนักงานเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้เขียนโปรแกรมยังคงมีความต้องการค่อนข้างสูง "ในปี 2553 ก็เช่นกัน เราก็น่าจะเห็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงานในภาคธุรกิจอื่น ๆ ยกตัวอย่าง ภาคประกันภัย ภาคเภสัชกรรม ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศ และความต้องการทางด้านบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ" นอกจากนั้น ผลการวิจัยยังแสดงข้อมูลให้เห็นถึงลักษณะการจ้างงานของบริษัทในประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบริษัทมีนโยบายการจ้างงานที่รอบคอบมากยิ่งขึ้น "บริษัทต่าง ๆ มีการจ้างบุคลากรในลักษณะเฉพาะเจาะจง ละเอียดรอบคอบมากขึ้น โดยมีความคาดหวังจากบุคลากรที่จ้างงานมากขึ้น ยังพบอีกว่า บริษัทต่าง ๆ เน้นในเรื่องการปรับเลื่อนตำแหน่งของพนักงานภายในองค์กรมากขึ้น คงจำนวนพนักงานขององค์กรให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นมาตรการลดต้นทุน และเป็นสิ่งที่ช่วยให้หลายบริษัทผ่านพ้นปีที่ท้าทายได้เป็นอย่างดี" ขณะที่ในมุมมองของผู้สมัครงาน "ธิดารัตน์" อ้างผลวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าตลอดปี 2552 สิ่งที่ผู้ สมัครงานให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ คือการร่วมงานกับองค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ "เพราะมองเรื่องของความมั่นคงในหน้าที่การงาน ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน เมื่อได้ทำงานกับองค์กรเหล่านี้แล้ว พนักงานมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนงานน้อยมาก" เช่นเดียวกัน ผลวิจัยในหัวข้อการสำรวจพฤติกรรมของผู้หางานในปี 2552 ที่ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 465 คนในประเทศไทย พบว่า 95% ของผู้ที่ต้องการเปลี่ยนงาน มักใช้อินเทอร์เนตเป็นช่องทางในการหาตำแหน่งงานใหม่ นอกจากนี้ยังพบว่า 64% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยินยอมที่จะรับงานในลักษณะที่เป็นสัญญา หรือตำแหน่งชั่วคราว ยิ่งถ้าตัวเองอยู่ในภาวะว่างงาน โดยผลวิจัยแสดงข้อมูลประกอบให้เห็นความแตกต่าง จากแนวโน้มที่อดีตผู้หางานมักให้ความสำคัญกับตำแหน่งงานถาวรเป็นอันดับต้น แต่ปัจจุบัน 53% ระบุว่า ไม่ต้องการที่จะทำงานในวันเสาร์ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งจากผลวิจัยนี้คือ 48% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดในหัวข้อนี้ ระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการหางานในตำแหน่งหน้าที่ใหม่ คือความน่าสนใจของตัวงาน ส่วนอันดับรองลงมาคือ 35.5% เลือกทำงานที่เสนอค่าตอบแทนสูงสุด ขณะที่อีก 42% ระบุว่า พวกเขาคาดหวังว่าจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานหนึ่งไปยังอีกสถานที่ทำงานหนึ่ง โดยเรื่องนี้ "ธิดารัตน์" มองเสริมว่า แม้ตลาดแรงงานจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายในปี 2553 คือความสามารถในการเน้นให้เห็นถึงบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะด้าน "ซึ่งในการรับมือกับความท้าทายนี้ อเด็คโก้เน้นและให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการพัฒนาฝ่ายจัดหาบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะด้าน เพื่อสร้างความคุ้นเคย และเพิ่มประสบการณ์ของบริษัทในการสรรหาพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ" "ขณะเดียวกัน การพัฒนาฝ่ายจัดหาบุคลากรทั่วไปของบริษัท ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยให้อเด็คโก้สามารถรับมือกับความท้าทายนี้ได้ และมีความเป็นไปได้ว่า เราจะเห็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีความสามารถสูงในปี 2553 อันเนื่องมาจากการขาดแคลนแรงงานกลุ่มนี้ แต่ในทางตรงกันข้าม นายจ้างกลับพยายามจ้างงานอย่างรวดเร็ว" เพราะอย่างที่ทราบ ปี 2553 จะเป็นปีที่น่าสนใจ ทั้งสำหรับผู้จ้างงานและผู้สมัครงาน ทั้งนั้นเพราะเนื่องมาจากภาพรวมของเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นดังนั้นทางเดียวที่จะทำให้ตัวเลขผลวิจัยปรากฏผลสัมฤทธิ์ คงต้องมาดูว่า ในความเป็นจริง ยิ่งเฉพาะกับไตรมาสแรกในปี 2553 ต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ จะเป็นไปดั่งที่ภาครัฐคาดการณ์หรือไม่ เพราะถ้าถูกต้องตามที่คาดการณ์ ก็เชื่อแน่ว่า ในปี 2553 ผู้ประกอบการ ผู้จ้างงาน และผู้สมัครงานทั่วไป คงจะหายใจทั่วท้องกันเสียที หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาอย่างยาวนาน ?
    http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1261627942&grpid=01&catid=no

    9 อาชีพสุดช้ำแห่งปี 2552

    หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ เตือนคุณล่วงหน้า ทุกคำ ทุกข่าว
    วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 14:55:25 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ [อ่านล่าสุด คน]-->
    9 อาชีพสุดช้ำแห่งปี 2552
    P { margin: 0px; }
    ปี 2552 ถือเป็นปีแห่งความยากลำบากของผู้คนทั่วโลก เพราะผลพวงจากเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะชาวอเมริกัน ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักในฐานะต้นตอของวิกฤตสินเชื่อ และขยายวงไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในที่สุดเว็บไซต์เอ็มเอสเอ็นบีซี รายงานว่า ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับปัญหาว่างงานในระดับสูง ขณะที่คนที่มีงานทำอยู่ก็กังวลกับชะตากรรมที่ไม่แน่นอน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้บริษัทพากันปรับลดจำนวนพนักงาน รวมทั้งมีมาตรการให้ลาหยุดงานโดยไม่ได้ค่าจ้าง การลดเงินเดือนและผลตอบแทนต่างๆ ลง
    โดยมีหลายอาชีพที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะถดถอย โดยเฉพาะในภาคการผลิตและก่อสร้าง ซึ่งได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ สำหรับ 9 อาชีพสุดช้ำแห่งปี 2552 ได้แก่
    1.สถาปนิก ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐ พบว่า ตัวเลขสถาปนิกที่ตกงานอยู่ที่ 17.8% ทำให้ตัวเลขการจ้างงานอาชีพนี้ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2552 อยู่ที่ 189,000 คน เทียบกับ 230,000 คนในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจย่ำแย่ส่งผลต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง แต่คาดว่าสถานการณ์น่าจะเริ่มดีขึ้น
    2.ช่างไม้ ซึ่งมีหลายระดับ ตั้งแต่ลูกมือไปจนถึงนายช่างที่คุมโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ แต่ช่างไม้ทุกระดับต่างได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างทั่วถึงกัน โดยในปี 2552 มีช่างไม้ต้องตกงานราว 270,000 คน หรือลดลงราว 17% จากจำนวน 1.3 ล้านคน
    3.ซูเปอร์ไวเซอร์ส่วนการผลิต และพนักงานประกอบชิ้นส่วน เนื่องจากภาคการผลิตสหรัฐต้องเผชิญกับความยากลำบากจากการย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุน รวมทั้งภาวะถดถอยที่ซ้ำเติมอุตสาหกรรมนี้ ทำให้จำนวนพนักงานซูเปอร์ไวเซอร์ส่วนการผลิตในไตรมาส 3 ลดลง 16% อยู่ที่ 754,000 คน ขณะที่พนักงานประกอบชิ้นส่วนก็มีจำนวนลดลง 16% อยู่ที่ 876,000 คน
    4.นักบิน รวมถึงวิศวกรการบินมีจำนวนลดลง 30.4% ในไตรมาส 3 ของปีนี้ อยู่ที่ 96,000 คน จากระดับ 138,000 คนในปี 2551 แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้อง ความต้องการเดินทางทางอากาศจะขยายตัวขึ้น และทำให้อาชีพนี้กลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง
    5.วิศวกรซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งตัวเลขของคนทำงานในส่วนนี้ลดลงราว 10% อยู่ที่ 970,000 คนในไตรมาส 3 ลดลงจากระดับ 1 ล้านคนในปีที่แล้ว ทว่าความต้องการจากภาคธุรกิจและรัฐบาลเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้อาชีพเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์กลับมาบูมอีกครั้ง
    6.วิศวกรเครื่องกล ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี มีจำนวนลดลงราว 18% อยู่ที่ 247,000 คน เทียบกับกว่า 300,000 คนในปีก่อนหน้า ขณะที่คาดว่าอาชีพนี้น่าจะเพิ่มขึ้นราว 6% ต่อเนื่องไปถึงปี 2561
    7.คนงานก่อสร้าง ซึ่งได้รับแรงกระแทกจากภาวะชะลอตัวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยคนงานก่อสร้างมีจำนวนลดลงราว 14% อยู่ที่ 1.56 ล้านคน เทียบกับ 1.8 ล้านคนในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐเตรียมมาตรการหนุนการสร้างบ้านและอาคารที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ น่าจะทำให้แรงงานในส่วนนี้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น
    8.พนักงานรับ-ฝากเงินของธนาคาร ซึ่งแม้จะมีจำนวนไม่มาก เพราะมีเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติกระจายอยู่ทั่วไป แต่อุตสาหกรรมธนาคารก็มีการลดคนในส่วนนี้ถึง 12% ในปีนี้ อยู่ที่ 407,000 คน แต่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น 6% จนถึงปี 2561
    9.พนักงานดูแลบัญชี พนักงานบัญชี และตรวจสอบบัญชี ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ ทำให้อาชีพนี้ตกงานราว 185,000 คน หรือราว 13% ของพนักงานทั้งหมดที่ 1.25 ล้านคน แต่มีแนวโน้มว่าการยกเครื่องกฎระเบียบด้านการเงินจะส่งผลให้ความต้องการพนักงานในส่วนนี้เพิ่มขึ้น
    http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1261986962&grpid=04&catid=no

    ตำรวจฉาวปลอมเอกสารเบิกเงินกว่า 15 ล้าน แฉสอบกว่า 15 ปี กรมบัญชีกลางจี้ใช้คืนรัฐ



    วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 22:04:24 น.  มติชนออนไลน์

    ตำรวจฉาวปลอมเอกสารเบิกเงินกว่า 15 ล้าน แฉสอบกว่า 15 ปี กรมบัญชีกลางจี้ใช้คืนรัฐ

    รายงานข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ว่า ทางกรมบัญชีกลางทำหนังสือลงวันที่ 30 กันยายน 2552 ถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ระบุว่า ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานผลการดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิด กรณี ด.ต. กองการเงินคนหนึ่งร่วมกับพวก 15 คน ทำการทุจริตด้วยการปลอมเอกสารเบิกเงินงบประมาณไป 22 รายการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,457,038 บาท เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2537 จึงขอให้ตำรวจทั้ง 15 คนร่วมกันรับผิดชอบชดใช้เงินให้แก่ทางราชการ


    "ประกอบด้วย
    ด.ต.ผู้ทุจริตปลอมแปลงเอกสาร
    พ.ต.อ. 2 นาย
    พ.ต.ท. 2 นาย ผู้รับเงินโดยไม่มีสิทธิ
    พ.ต.อ. 2 นาย
    พ.ต.ต. 1 นาย ร.ต.อ.หญิง 1 นาย ที่เป็นผู้ตรวจสอบเอกสารและผู้อนุมัติจ่ายเงิน
    ตำรวจหญิงชั้นสัญญาบัตร 3 นาย ชั้นประทวน 3 นาย
    และ พ.ต.อ. (เสียชีวิต) และ พ.ต.ท. (เสียชีวิต) รวม 2 นาย
    ในฐานะผู้จ่ายเงินและผู้ตรวจสอบควบคุม" แหล่งข่าวระบุ


    แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่าการสอบสวนกรณีดังกล่าวล่าช้ามากใช้เวลากว่า 15 ปี เนื่องจากผู้บังคับบัญชาบางคนพยายามที่จะปัดความผิดให้พ้นตัว ด้วยระยะเวลาที่ทอดยาวทำให้ตำรวจบางคนเกษียณอายุ บางคนเสียชีวิต จึงต้องฟ้องร้องทายาท อย่างไรก็ตาม หลังกรมบัญชีกลาง ทำหนังสือมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ตำรวจทั้ง 15 นายชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนรัฐ ปรากฏว่าผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ได้ออกคำสั่งให้ตำรวจทั้ง 15 นายชดใช้เงินแต่อย่างใด

    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261908279&grpid=01&catid=
    --
    twitter
    mondayblog /senateblog
    tuesdayblog/designblog
    wednesdayblog/senateblog
    thursdayblog/blog1951/sunnews9
    fridayblog/9fridayblog
    saturdayblog /kratongblog
    sundayblog /chun1951
    http://www.sahavicha.com
    http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

    ราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 21 / 2552 " 6 ปี วิกฤตชายแดนใต้ แก้ปัญหาถูกทางจริงหรือ? "

    ราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 21 / 2552 6 ปี วิกฤตชายแดนใต้ แก้ปัญหาถูกทางจริงหรือ? "

    อีเมล พิมพ์ PDF

    สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ร่วมกับ
    โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
    ขอเชิญสื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์   วิทยุและโทรทัศน์   เข้าร่วมฟังการเสวนาในกิจกรรม
    ราชดำเนินเสวนา   ครั้งที่  21 / 2552
    “ 6 ปี วิกฤตชายแดนใต้  แก้ปัญหาถูกทางจริงหรือ? "

    วันจันทร์ที่  28  ธันวาคม  2552      เวลา   09.00  - 11.00   น.
    ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล    ณ  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย        ถนนสามเสน   (ตรงข้าม รพ.)  กรุงเทพฯ
    วิทยากร                         
    สุเทพ  เทือกสุบรรณ

    รองนายกรัฐมนตรี  ฝ่ายความมั่นคง
    พล.อ. อนุพงษ์   เผ่าจินดา
    ผู้บัญชาการทหารบก
    ผู้ดำเนินรายการ
    ประดิษฐ์  เรืองดิษฐ์

    เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    ราชดำเนิน 6 ปีวิกฤตใต้
    สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับโต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา จัดราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 21/2552 หัวข้อ “วิกฤตชายแดนใต้ แก้ปัญหาถูกทางจริงหรือ?” เมื่อวันที่จันทร์ที่ 28 ธันวาคม 2552 โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นวิทยากร


    นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง

    นายสุเทพ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาล ตอนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ ได้วางนโยบายชัดเจนถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าต้องนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างจริงจัง นั่นคือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

    “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา รัฐบาลจะทำให้เป็นแนวทางที่สำคัญแล้วให้เห็นจริง อย่างที่รัฐบาลบอกว่าจะต้องเอาการเมืองนำการทหาร รัฐบาลบอกว่าต้องมีแผนพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษ จากแผนพัฒนาใน 3 จังหวัด กับ 4 อำเภอ มาเป็นแผนที่คลุมทั้ง 5 จังหวัดภาคใต้ คือรวมเอา จ.สตูล และ จ.สงขลา ด้วย เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำของพี่น้องที่อยู่ใกล้เคียง เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมทั้ง 5 จังหวัดนั้นมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน จึงเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นแผนเดียวกัน”

    “รัฐบาลได้กำหนดทิศทางอย่างนี้ โดยได้กำหนดคนที่จะทำงานเรียกว่าคณะกรรมการคณะรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มี 18 คน โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผมเป็นรองประธาน และมี่รัฐมนตรีอื่นๆทั้งสาธารณสุข กลาโหม มหาดไทย เลขาสภาพัฒน์ฯ สำนักงบประมาณ เป็นต้น มาดูว่าแผนพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้จะต้องทำอะไรก่อนหลัง อย่างไร วิธีการอยู่ที่คณะกรรมการชุดนี้ โดยแต่งตั้งชุดอนุกรรมการเร่งรัดแผนทั้งหลาย ซึ่งมีผมเป็นประธาน และนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธาน ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศอ.บต.) เป็นเลขาฯ แล้วลงมือทำแผน โดยมีเป้าหมาย 2 อย่าง”

    นายสุเทพ กล่าวว่า เป้าหมายที่ 1 คือ การพัฒนาในส่วนงานยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ น้ำดื่ม น้ำใช้ สุขภาพอนามัยประชาชน สถานีอนามัย โรพยาบาลอำเภอ จังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ การศึกษาปอเนาะ การศึกษาระดับประถม มัธยม มหาวิทยาลัย เป็นต้น เพื่อให้คนในจังหวัดชายแดนใต้ได้รับการบริการจากรัฐอย่างมีมาตรฐาน ให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น รวมไปถึงเสรีภาพ ธรรมเนียม วัฒนธรรม ที่ตอบสนองความเป็นพื้นที่เฉพาะ
    เป้าหมายที่ 2 คือ เน้นตรงที่ครอบครัวของประชาชน โดยตั้งใจให้คนที่อยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดมีรายได้ดี

    “ดีขนาดมั่นใจว่าดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีรายได้เลี้ยงครอบครัวให้มีความสุข ปฏิบัติศาสนกิจทั้งหลายได้ครบถ้วน ลงรายละเอียดที่ว่าถ้าให้ประชาชนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีครอบครัวต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนบาทต่อปี”

    “นี่เป็นครั้งแรกที่เอาตัวเลขมาตั้งเป้าพัฒนา ให้คนที่จนที่สุดต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนบาทต่อปี แล้วมากำหนดแผนคิดวิธีการปฏิบัติ เราพูดถึงประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม แผนพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ เราเอาหลักการมาใช้ ให้ประชาชนมีส่วนในการคิด ส่วนร่วมปฏิบัติ เราใช้กระบวนการประชาคมของประชาชน ใช้ประชาคมตั้งแต่คัดเลือกนโยบาย ไม่เอากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนคิด แต่ให้ประชาชนเป็นคนคิดเอง เรากำหนด 696 หมู่บ้าน แล้วให้จัดประชาคมในหมู่บ้าน มีแกนหลักที่เรียกว่า 4 เสา คือ ผู้นำศาสนา ผู้นำธรรมชาติ กำนันผู้ใหญ่บ้าน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เรามั่นใจว่าเมื่อมีโต๊ะครู โต๊ะอิหม่ามอยู่ในที่ประชุมของประชาชน ผลสรุปต้องออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้”

    โดยนายสุเทพ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนการหาคนจน จะให้คนทั้งหมู่บ้านนี้ ประชาคมจะเป็นลงความเห็นว่าใครควรจะได้รับการยกฐานะขึ้นมา เป้าหมายนี้ประชาคมจะส่งเรื่องมาว่ารัฐบาลต้องช่วยอะไรบ้าง เช่น บ้านต้องสร้าง ต้องซ่อม ก็ให้ประชาคมนั้นตัดสินใจ แล้วเอาเงินไปให้  เพื่อชาวบ้านมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ

    “เป้าหมายที่ 2 ให้ประชาคมร่วมกับเป้าหมายค้นหาว่ามีศักยภาพความพร้อมในการทำอาชีพอะไร ถ้าต้องการจะทำเกษตร เราก็มีเมนูให้เลือกหลายอย่าง เช่นทำนา ปลูกยาง ทำสวนปาล์ม แล้วประชาคมมาบอกว่าอยากให้รัฐสนับสนุนอะไร ช่วยอะไร เพื่อให้มีรายได้ 1.2 แสนบาทต่อปี หรืออยากเลี้ยงไก่ แพะ ปลา ทำเกษตรผสมผสาน ก็ให้ชาวบ้านเลือกเอง จะทำปศุสัตว์ หรือสวนปาล์ม ให้ประชาคมกับเจ้าตัวมานั่งคุยกัน เป้าหมายคือเอาชาวบ้านเข้ามา แล้วเราตั้งงบประมาณเข้าไป เพื่อให้มีรายได้ 1.2 แสนบาทต่อปีแน่นอน”

    “ขณะนี้ 696 หมู่บ้าน เราได้ตรวจทานตัวเลขทั้งของประชาคมจังหวัด คณะกรรมการคณะรัฐมนตรีใต้ฯ ซึ่งปี 2553 จะเริ่มเดินแล้ว ผ่านประชาคม 2-3 รอบแล้ว เริ่มปฏิบัติแล้ว อาชีพทั้งหลายก็เริ่มปฏิบัติแล้ว ส่วนที่มีปัญหาตอนนี้อยู่ที่คน 2 ชุด เราก็จะหาอาชีพเกษตรกรรมให้ทำ คนชุดแรกคือ เยาวชนหญิงชาย ที่ทางกองทัพ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในส่วนหน้า (กอ.รมน. ส่วนหน้า) รับเข้ามาให้แนวทาง เรียกว่าโครงการทำดีมีอาชีพ เพราะไม่ต้องการให้เยาวชนหลงผิดเข้าไปอยู่ในกลุ่มผู้ก่อการ เด็กกลุ่มไหนสามารถรวมตัวกันได้ 10 คน เราก็จะให้ทำฟาร์มขนาดใหญ่ อาจจะเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่”

    “บางส่วนที่เป็นปัญหาคือ ไม่มีที่ดิน ไม่มีศักยภาพที่จะประกอบอาชีพเกษตร และไม่สามารถเข้าไปอยู่ในภาคเกษตรกรรมได้ ฝ่ายราชการกำลังดำเนินการอยู่ เหมือนต้นกล้าอาชีพ ให้กระทรวงแรงงานเข้าไปฝึกอาชีพ สนับสนุนให้มีเครื่องมือประกอบอาชีพ อาจจะเป็นช่างยนต์ อิเลคทรอนิกส์ ช่างไฟฟ้า ก่อสร้าง กลุ่มนี้ยังต้องใช้เวลาดำเนินการ คาดว่าก่อน 30 กันยายน 2553 กลุ่มนี้จะลงตัว”

    นายสุเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ โดยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ เพิ่ฝมียุคนี้ ปีนี้ที่ผู้บริหารคนสำคัญของบ้านเมืองลงพื้นที่ถี่ยิบ เป็นพิเศษ

    “ทูตานุทูต หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศก็ลงไป น่าจะเป็นหลักฐานที่บอกได้ว่าสถานการณ์ดีขึ้น เราเดินมาถูกทาง ประชาชนมีความรู้สึกที่ดีต่อรัฐบาลไทย ตั้งแต่มีนายกฯอภิสิทธิ์ เราได้กำหนดชัดเจนว่าเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนา เอาชนะจิตใจพี่น้อง ไม่ให้ไปนิยมชมชอบเห็นดีเห็นงามกับกลุ่มผู้ก่อการ เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารที่ลงไปปฏิบัติงานเป็นการเข้าไปปกป้องไม่ใช่เข่นฆ่า เราแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยกฎหมาย น่าจะเป็นยุคเดียวในขณะที่มีเหตุการณ์บ้านเมือง กองทัพกับการเมืองทำงานร่วมกันอย่าวมีเอกภาพ เดินหน้าร่วมกันไปสอดคล้อง”         

    พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก
    “การเมืองนำการทหารเป็นความเด่นชัดของรัฐบาลมาตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เป็นของรัฐบาลอื่นๆ มีการเตรียมแผนให้ออกผลมีรูปธรรมมากที่สุด”

    “ผู้ก่อการเป็นผู้ที่ทำผิดกฎหมายแล้วคิดจะเปลี่ยนแปลงการปกครองพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งผิดกฎหมาย การดำเนินการของกลุ่มดังกล่าวจุดประสงค์ใหญ่ที่ต้องทำอย่างนั้นคือประชาชนที่เราถือว่าเป็นกลุ่มคนส่วนมาก กลุ่มผู้ที่ก่อการนั้นเป็นส่วนเล็ก มุ่งไปทั้งหมดในจังหวัดชายแดนใต้ ดำเนินการในด้านการเมืองทั้งในและต่างประเทศ การเมืองระดับสูงและท้องถิ่น ใช้ยุทธศาสตร์ก่อการร้าย ความไม่สงบ ยุทธศาสตร์แบบกองโจร ตรงนี้เราจะแก้อย่างไร ถ้าจะรักษาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย มีคนอยู่ประมาณ 2 ล้านคนในพื้นที่ แล้วจะทำอย่างไร หากต้องการชนะทางจิตใจ การเมืองนำการทหารคือใช้การเมืองลงไปแก้ ให้ชาวบ้านเกิดความพึงพอใจ การเมืองแก้ปัญหาในทุกมิติ”

    “ที่มีการกล่าวว่ายังไม่พึงพอใจในการแก้ปัญหา ต้องจำไว้ว่าการใช้การเมืองไปนำนั้น ต้องใช้เวลานาน ไม่สามารถทำให้จบได้ภายในวันเดียว การทำให้คนเปลี่ยน ทำให้คนรักโดยไม่ใช้ความรุนแรง การชนะจิตใจได้นั้นต้องใช้เวลา นี่คือการแก้ไขในจังหวัดชายแดนใต้”
    พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่ 2 ล้านคน เป็นเป้าหมายในการชนะจิตใจ ส่วนคนกลุ่มเล็กที่ก่อความไม่สงบต้องว่ากันตามยุทธวิธี

    “เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งก่อเหตุรุนแรง เราทำสิ่งแรกคือนำกำลังพยายามหาผู้ที่เป็นแนวร่วมมาฝึกอาชีพ สร้างความเข้าใจ อย่างที่สองคือ ใช้การข่าว นิติวิทยาศาสตร์ การสือบสวนสอบสวน ดำเนินการตามกฎหมาย และ 3 ปิดล้อมจับกุม ทหารทำได้แค่นี้ เราไม่เคยกวาดล้าง ภารกิจทหารและการเมืองอยู่ในพื้นฐานสมานฉันท์ “
    ผบ.ทบ. ยังให้ข้อมูลอีกว่า พื้นที่ดูแล 1,971 หมู่บ้าน 1 ฐานทหารดู 2-3 หมู่บ้านคิดเป็นจำนวน 2 พันกว่าอีเวนต์ต่อวัน ตรงใดที่ทหารเข้าไปดูแลได้ดี ทางผู้ก่อการไม่ได้เข้าไปก่อเหตุ แต่ทั้งนี้ยอมรับว่าทหารไม่สามารถดูแลได้อย่างละเอียดทุกพื้นที่

    “ให้เราดูทุกๆเสาไฟฟ้า ผมเรียนว่าเราทำไม่ได้ เราทำได้คือพยายามทำให้คนส่วนเล็กๆต้องไม่โต และคน 2 ล้านคนต้องไม่เสียสมดุล ถ้าเราไปทำรุนแรงกับคนเล็กๆ ก็ไม่มีใครยอม องค์กรต่างประเทศจะเข้ามา เราจะเพลี่ยงพล้ำทางยุทธศาสตร์ เหมือนคนรอรถอยู่ที่รถเมล์ ยังมีผู้ร้ายฉุดไปข่มขืนด้านหลัง ถามว่ามีตำรวจไหม ก็มี สายตรวจก็มี แต่โจรทำในช่วงที่ไม่มีตำรวจ ถ้าจะให้ตำรวจไปคุมทุกป้ายรถเมล์ โจรก็เข้าไปก่อเหตุในซอย”

    “เอาสถิติมาดู ทุกฐานข้อมูลผมยืนยันได้ว่าลดลง ถามว่าจากนี้จะลดลงไหม ถ้าเราป้องกันได้มาก เขาก็จะสร้างเหตุการณ์ได้น้อย เช่นเหตุเกิดระเบิดที่คาราโอเกะตอนตี 2 ก็เป็นช่วงที่ทหารเคลื่อนกำลังไปเฝ้าตลาดสด เพื่อไม่ให้ตลาดเกิดระเบิด แต่ก่อนหน้านั้นเราไปเฝ้าคาราโอเกะช่วงเย็นที่มีคนเข้าไปใช้บริการเยอะแล้ว”
    “เมื่อก่อนเจ้าหน้าที่เข้าไปในหมู่บ้าน ชาวบ้านออกมาโห่ไล่เจ้าหน้าที่ นี่คือจุดสมดุลที่ผมบอกใน 2 ล้านคน ถ้าเราเข้าไปในหมู่บ้านแล้วถูกโห่ไล่ ท่านจะลำบาก ท่านจะให้ทหารไปปราบคน 2 ล้านคนอย่างนั้นหรือ”

    “ผมประเมินเชิงคุณภาพ ขณะนี้ประชาชนอยู่กับเรา องค์กรโอไอซี (องค์กรมุสลิมโลก) ตำหนิเราไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ใช้วิธีเข่นฆ่าประชาชน ไม่ใช่นโยบาย หากพบผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษ ปกป้องไม่ได้ ผมเรียนว่าเรามีจิตใจที่เต็มเปี่ยม มหารอยู่กับประชาชน 365 วัน อยู่กับคน 2 ล้านคน ผมสั่งทหารทุกคนเลยว่าจีบผู้หญิงก็ไม่ได้ เพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไข”

    ด้าน นายสุเทพ กล่าวเสริมอีกว่า ขณะนี้ทางองค์สิทธิมนุษยชน องค์กรต่างประเทศ และองค์กรมุสลิม เอาจริงกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เมื่อก่อนนี้อาจจะเข้าใจสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้คลาดเคลื่อน แต่เมื่อเราดำเนินการตามนโยบายเปิดให้ทูตานุทูตลงไปในพื้นที่ทั้งองค์กรอาเซียน องค์กรมุสลิม หรือแม้แต่ในประเทศยุโรป ได้ลงไปหลายๆครั้ง ไปพบผู้นำท้องถิ่น โต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม และชาวบ้านประชาชน ภาพพจน์ของประเทศไทยดีขึ้น ทั้งในสายตาของประเทศมุสลิมขนาดใหญ่อย่าง ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย

    “นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย เมื่อได้ลงไปในพื้นที่ยังกล่าวกับพี่น้องมุสลิมว่า ขอให้มุสลิมภาคใต้เป็นมุสลิมที่ดี จงรักภักดีอยู่กับรัฐบาลไทย และยืนยันกับนายกฯอภิสิทธิ์ว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้เป็นเรื่องภายในของไทย ส่วนประธานาธิบดีประเทศอินโดนีเซีย ท่านบอกกับผมว่าท่านเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ให้ประเทศไทยในโอเอซี เนื่องจากท่านได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด อธิบายให้เห็นว่าเราปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชน อีกทั้งขอให้เราจัดโปรแกรมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เหมือนที่พานายกรัฐมนตรีมาเลเซียด้วย”

    ด้าน ผบ.ทบ. กล่าวอีกว่า สถานการณ์จนถึงสิ้นปี มีการถามเรื่องพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ แน่นอนว่ามีคนไม่พอใจเพราะสถานการณ์ไม่จบ
    “ถามผมว่าจะแก้ไขปัญหาสำเร็จหรือไม่ ท่านประเมินจากอะไร ว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ท่านต้องลงไปดูในสิ่งที่ท่านทำ ท่านอย่าเขว สำเร็จได้หรือไม่ ต้องประเมินตรงนี้ เท่าที่ผมสัมผัสในรัฐบาลที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐบาลสมาชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ไม่มีรัฐบาลไหนทำเกินกรอบนี้ นี่ยังไม่นับว่ามีคนเสนอกล่องขึ้นมากล่องหนึ่ง บอกให้ปกครองตนเองแล้วจะจบ ไม่มีการก่อเหตุ 1.เรายังไม่รู้เลยว่ากล่องนั้นข้างในมีอะไร และ 2.นี่หรือที่เขาต้องการ”

    หลังจากนั้น รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และ ผู้บัญชาการทหารบก ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงหลักการในการแก้ปัญหาในปีหน้า และกรณีเงิน 6.3 หมื่นล้านบาทที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ตั้งใจไว้ว่า

    “สถิติมีหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้เสียชีวิตลดลง ในปีหน้าหลักการจะไม่เปลี่ยนแปลง มั่นใจว่าที่เราตัดสินใจมา 8 เดือน เสียงสะท้อนจากชาวบ้านเป็นกำลังใจให้เรา มหาร ตำรวจ เข้าใจแผนของเรา แนวทางของรัฐบาลประชาชนเข้าใจ ไม่นับว่าข้าราชการพลเรือนที่เข้าใจการทำงานอยู่แล้ว หลักการในปีหน้าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แผนพัฒนาที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะเร่งรัดให้เร็วขึ้น” นายสุเทพ กล่าวและว่า

    “บอกว่าไม่มีรูปธรรม ผมเพิ่งแต่งตัวเอง ถามว่ามีคนจนกี่ครอบครัว ที่ช้าก็เพราะไม่เคยมีการรวบรวมก็เลยช้า คนที่อยากทำการเกษตร เราคาดว่าน่าจะมีคนอยากทำสวนปาล์มมาก ก็กลายเป็นว่าชาวบ้านไม่ชอบ บางคนคนอยากทำนา อยากปลูกยาง นี่ก็ต้องกลับมารื้อแผนงบประมาณกันใหม่ บางคนอยากทำนาแต่มีที่ดินแค่ 5 ไร่ ไม่สามารถทำให้มีรายได้ถึง 1.2 แสนบาทต่อปี เราก็ให้ผู้มีความรู้ลงไปอธิบายว่าต้องมีการทำเกษตรผสมผสาน มีการเลี้ยงไก่ เลี้ยงวัวด้วย อย่างนี้เป็นต้น”
    ในขณะที่ ผบ.ทบ. ชี้แจงว่างบ 6.3 หมื่นล้านบาทนั้น เพิ่งเริ่มอนุมัติใช้เมื่อเดือนตุลาคมปี 2552 นี้เท่านั้น และขณะนี้มีเงินลงไปในพื้นที่ 1.8 หมื่นล้านบาท จะให้สำเร็จภายในวันเดียวไม่ได้

    “6.3 หมื่นล้านบาทนั้น ใช้ถึงปี 2555 คนไม่เข้าใจ นี่เพิ่งจะเริ่มใช้เดือนตุลาคม ยังลงไปไม่เท่าไร ต้องลงไปตามงวด มีขั้นตอน สำรวจความต้องการให้ตรงกัน ที่วิจารณ์ว่าลงไปมากไม่ได้ผลอะไร ก็เพราะมันยังไม่ได้ลงไป 1.8 หมื่นล้านบาทนั้นเพิ่งได้ใช้อยู่เดือนแรกเท่านั้น”
    “ที่บอกว่ายังเกิดเหตุ ทหารมียุทธศาสตร์ทำอย่างไรจะชนะจิตใจ หากไม่มีหลักฐาน ไม่ถือปืนต่อหน้า จะไปกวาดล้างไม่ได้ เรื่องบอลลูน ลาดตระเวน และกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เราจะใช้ทั้งหมด จะทำให้ดีขึ้น สถิติก็ยังนิ่งถ้าลดกว่านี้ได้ ก็จะทำ จะมีการปรับเปลี่ยนวิธี”

    “ถามว่ามั่นใจกลไกทางการเมืองกี่เปอร์เซ็นต์ ท่านไม่มีทางเลือก ที่ท่านนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซียบอกว่า ถูกต้องแล้วที่จะชนะจิตใจ Win Heart Mind ผมก็ต้องมั่นใจว่าจะชนะ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะให้ชนะโดยทหารปราบนั้นไม่มีแน่นอน”

    http://www.tja.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1121:-21-2552-6-q&catid=32:rachdmenin-talk&Itemid=25

    twitter
    mondayblog /senateblog
    tuesdayblog/designblog
    wednesdayblog/senateblog
    thursdayblog/blog1951/sunnews9
    fridayblog/9fridayblog
    saturdayblog /kratongblog
    sundayblog /chun1951
    http://www.sahavicha.com
    http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html